ชีวิตในยุคนี้ ง่ายดาย สะดวก และรวดเร็วขึ้น แต่เหตุใดเรากลับมีเวลาน้อยลง
เรามีเทคโนโลยีล้ำยุค ตั้งแต่อีเมล์ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค และไลน์ ทำให้การติดต่อสื่อสารใช้เวลาน้อยลง แต่เหตุใดเรากลับรู้สึกว่า เราสูญเสียเวลากับเครื่องมือเหล่านี้มากเกินไป
ทุกสิ่งที่เราต้องการตั้งแต่อาหารดีๆ สักมื้อ ไปจนกระทั่งถึง โรงเรียนกวดวิชาชื่อดัง ก็สามารถหาซื้อในตลาดได้แทบทุกหนแห่ง เราจึงน่าจะประหยัดเวลาได้มากกว่าคนยุคก่อนที่ยังต้องทำทุกอย่างด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีทุกอย่างข้างต้นเป็นเครื่องมือ เป็นตัวช่วย เป็นทางลัด แต่ทว่าบางครั้งเรากลับอาจรู้สึกมีชีวิตที่ยุ่งยากและสับสนมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ คำตอบหนึ่งอยู่ที่ การบริหารจัดการเวลา (Time Management) ที่ไม่ใช่สิ่งที่จะประเมินอย่างตรงไปตรงมาได้ หากยังต้องมองให้แตกต่างจากความเชื่อโดยทั่วไป ด้วยหลักการดังนี้

1. จงยึดถือคติที่ว่า Less is More
จุดประสงค์ของเทคโนโลยี คือ การทำให้ชีวิตเราเรียบง่ายขึ้น
แต่เมื่อเราพยายามเติมเต็มเทคโนโลยีเข้าไปในทุกอณูชีวิต มันก็กลายเป็นเรื่องยุ่งยากแล้ว
โดยเฉพาะเมื่อเราต้องคอยศึกษาวิธีใช้งาน Window รุ่นใหม่ เราต้องเสียเวลาครุ่นคิดและเปรียบเทียบคุณสมบัติว่ามือถือยี่ห้อ iPhone หรือ Samsung รุ่นไหนและสีไหนจึงจะคู่ควรกับรสนิยมของเรา ทำให้เราลืมนึกไปว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จำเป็นต่อชีวิตเพียงใด ทำให้เราลืมไปว่าจุดประสงค์ของเทคโนโลยี คือ การทำให้เราประหยัดเวลามากขึ้น
ทุกครั้งที่เราจะเลือกใช้เทคโนโลยีหรือวิธีการทำงานใหม่ๆให้ชีวิต จงถามตัวเองให้ดีว่า มันจะทำให้ชีวิตของเราเรียบง่ายขึ้นหรือไม่ อย่ากระทำสิ่งใดเพียงเพราะคนอื่นๆ แห่ตามกันเท่านั้น
Time Management จึงไม่ใช่การนำเทคโนโลยีรุ่นล่าสุดมาช่วยในการบริหารเวลาของเรา เพราะทุกครั้งที่เปลี่ยนเทคโนโลยี เราก็ต้องเสียเวลาในการเรียนรู้และจัดการมัน
กลยุทธ์ที่ดีกว่า คือ เลือกเฉพาะเทคโนโลยีที่ใช้ง่าย ไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้นาน และหากไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเปลี่ยนรุ่นบ่อย ยืดเวลาที่ต้องเรียนรู้เทคโนโลยีตัวใหม่ไปให้นานที่สุด
ในหลายครั้ง การใช้เทคโนโลยีเก่า ก็อาจให้คุณค่ามากกว่า ตัวอย่างเช่น การเขียนจดหมายด้วยลายมือไปหาลูกค้าคนสำคัญ การสื่อสารจากใจถึงใจระหว่างการประชุมสำคัญ โดยไม่ปล่อยให้ PowerPoint และตัวเลขรกรุงรังมาบดบังสาระและคุณค่าที่เรานำเสนอ

2. มือทำทันที เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือสิ่งสำคัญที่สุด
ในยุคที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายให้เราสะสาง เรามักจะเลื่อนเรื่องที่เราคิดว่า “มีคุณค่า แต่ยังไม่มากพอ” ไปไว้ทีหลัง เพื่อรอให้เรามีเวลาว่างแล้วค่อยจัดการ
แต่ครั้นเมื่อ เรื่องเล็กๆที่เราละเลยไปในตอนแรก กลับกลายเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ขึ้นมา เราก็มักจะมีเวลาไม่พอ หรือต้องทิ้งเรื่องสำคัญที่กำลังทำในปัจจุบัน เพื่อรีบไปรับมือกับเรื่องสำคัญกว่าที่เราเคยทิ้งไป
ดังนั้น หากเรารู้สึกว่าเรื่องใด “สำคัญ” จงรีบทำในทันที เพราะนั่นคือ จังหวะเวลาที่เหมาะสม
อย่าปล่อยให้โอกาสดีๆ ล่วงเลยผ่านไป
การลงมือทำทันที มีข้อดีคือ เราไม่ต้องเสียเวลาในการใคร่ครวญมาก เพราะจังหวะที่เหมาะสมได้เกิดขึ้นแล้ว แต่หากเราผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ เราก็ต้องเสียเวลามานั่งกังวลใจว่า เราจะทำมันตอนไหนดี หากเราไม่ทำวันนี้จะมีผลกระทบอะไรในวันพรุ่งนี้ ยิ่งกว่านั้น เราอาจต้องมานั่งนึกย้อนว่า เหตุใดตอนนั้นเราจึงไม่ยอมลงมือทำ มันมีปัญหาอะไรให้เราต้องเคลือบแคลง หรือเป็นเพราะนิสัยชอบผลัดวันประกันพรุ่งของเรานั่นเอง ไม่มีอะไรมากกว่านั้น
ยิ่งเราลงมือทำช้าเท่าไร เราก็ต้องเสียเวลาไตร่ตรองมากเท่านั้น
การตัดสินใจที่ดี บางครั้งก็ไม่ต้องใช้เวลาใคร่ครวญเยอะ ที่สำคัญคือ การมีข้อมูลและรายละเอียดมากเกินไป ก็อาจทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ เพราะมัวแต่มองต้นไม้ จนลืมใส่ใจผืนป่าและภาพรวมไป

3. ชีวิตที่ดีต้องมี Focus
ชีวิตในศตวรรษที่ 21 เต็มไปด้วย “สิ่งดีๆ” มากมายให้เลือกสรร
บางครั้ง เราจึงตัดสินใจเลือกทั้งหมดเลย แบบรักพี่เสียดายน้อง แทนที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพียง 3 อย่าง แล้วปล่อยให้สิ่งที่ดีธรรมดาเพียง 7 อย่างทิ้งไป
การพยายามทำงาน 10 อย่าง ที่ต้องใช้เวลา 10 วัน ให้เร็วขึ้น 20 % ก็จะทำให้เราประหยัดเวลาไปเพียง 2 วันเท่านั้น
แต่หากเราเลือกทำงานเพียง 3 อย่างให้เต็มที่ เราก็จะใช้เวลาเพียง 3 วันเท่านั้น โดยไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย เราก็จะประหยัดเวลาไปได้ถึง 7 วันเลยทีเดียว
ชีวิตเราจำเป็นต้องเลือก เพื่อจะได้ทำสิ่งที่เลือกให้ละเอียดและละเมียดที่สุด
การบริหารเวลา (Time Management) ที่แท้จริง จึงไม่ใช่ศาสตร์ที่ซับซ้อนและยุ่งยาก แต่เป็นการปลดภาระทุกอย่างออกไป คัดสรรเฉพาะสิ่งสำคัญ และปล่อยวางชีวิตให้เรียบง่าย

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here