“กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร-KKP” เผยในปี 60 กลุ่มธุรกิจฯ ประสบความสำเร็จทั้งในด้านการเติบโตของสินเชื่อรวมกว่า 9% จากเป้าที่ตั้งไว้ไม่ต่ำกว่า 5% ตลอดจนด้านการควบคุมคุณภาพของสินเชื่อ โดยทั้งปีมีกำไรเบ็ดเสร็จกว่า 6,100 ล้านบาท สำหรับแผนปี 61 ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าเชิงรุกทั้งลูกค้าสินเชื่อ ลูกค้าเงินฝาก และกลุ่มลูกค้าที่มุ่งเน้นผลตอบแทนจากการลงทุน เพื่อเพิ่มโอกาสการทำ cross-sell นอกจากนั้นยังมุ่งพัฒนาช่องทางการลงทุนในต่างประเทศของลูกค้าบุคคลรายใหญ่ให้เทียบเท่า Private Bank ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อรวมอยู่ที่ประมาณ 10% ทั้งนี้ จะมุ่งเน้นการใช้ Information Technology เป็นตัวช่วยนำผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ด้านการเงินและการลงทุนของกลุ่มธุรกิจฯ ไปสู่ลูกค้าได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพกว่าเดิม

 นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (Mr. Aphinant Klewpatinond, Chief Executive Officer, Kiatnakin Phatra Financial Group) กล่าวว่า ปี 2560 เป็นอีกหนึ่งปีที่ผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจฯ ออกมาในระดับที่น่าพอใจ สะท้อนความมีประสิทธิภาพของ Business Model ที่สามารถใช้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งและความเชี่ยวชาญของบริษัทในกลุ่มธุรกิจฯ ได้อย่างเต็มศักยภาพ เห็นได้จากผลประกอบการที่ประกาศไปเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิและกำไรเบ็ดเสร็จ รวมทั้งมีสินเชื่อรวมเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยจุดแข็งของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรคือมีบริการและผลิตภัณฑ์การเงินและการลงทุนมีคุณภาพที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ทำให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ทั้งบรรษัทขนาดใหญ่ ลูกค้าสถาบัน เอสเอ็มอี และลูกค้าบุคคลรายใหญ่ ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสามารถปรับการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจฯยังคงไม่หยุดการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ยิ่งกว่าเดิม

 “ในปี 2561 กลุ่มธุรกิจฯ มุ่งเป้าขยายฐานลูกค้าเชิงรุก เพื่อขยายฐานบัญชีทั้งสินเชื่อและเงินฝาก และสร้างโอกาสสำหรับการทำ cross-sell ผลิตภัณฑ์อื่นภายในกลุ่มธุรกิจฯ นอกจากนี้ยังจะพัฒนาช่องทางการลงทุนในต่างประเทศของลูกค้าบุคคลรายใหญ่ให้มีความหลากหลาย และทำให้ลูกค้าสามารถรับคำแนะนำในการลงทุนและทำรายการได้สะดวกและใกล้ชิดยิ่งกว่าที่รับบริการ Private Bank ต่างประเทศ ดังเช่นเมื่อกลางปี 2560 ที่บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) (บล.ภัทร) ได้เปิดตัวบริการ Global Investment Service หรือ GIS บริการพิเศษที่ช่วยให้ลูกค้าบุคคลรายใหญ่สามารถบริหารเงินลงทุนในต่างประเทศผ่านสินทรัพย์ที่หลากหลายได้อย่างไร้พรมแดน โดยเป็นความร่วมมือกับพันธมิตร Private Bank ต่างประเทศ สำหรับสินเชื่อรวม ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตที่ราว 10% ด้านสินเชื่อด้วยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม (NPLs) คาดว่าจะลดลงไปที่ประมาณ 4.5%  ส่วนนโยบายทางด้านสาขานั้น ธนาคารมีแนวคิดเรื่องการพัฒนาเครือข่ายสาขา ซึ่งรวมถึงการปิด                     ย้ายสาขาหรือปรับปรุง ตั้งแต่เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา (ปัจจุบันมี 66 สาขา) เพราะมองเห็นว่าการทำธุรกรรมที่สาขาอาจมีไม่มากเท่าเดิม และยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาอำนวยความสะดวกมากขึ้น โดยในอนาคต หลายสาขาของธนาคารจะถูกยกระดับให้เป็น Financial Hub (ปัจจุบันมีอยู่ 2แห่งคือสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ และสาขาทองหล่อ และปี 2561 นี้จะเปิดอีกหนึ่งสาขาที่เยาวราช) หรือสถานที่ให้ลูกค้าเข้ามารับคำปรึกษาในการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญ ในขณะที่บริการอื่นๆ จะพัฒนาไปสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศที่กำลังทยอยเกิดขึ้นภายใต้โครงการ National e-Payment โดยกลุ่มธุรกิจฯ จะใช้เครือข่ายสาขาที่มีอยู่ ตลอดจน Alternative Channel และ Information Technologyมาสร้างโอกาสในการเข้าถึงสาขาและบริการที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านการลงทุน โดยจะมีการเปิดตัวเร็วๆ นี้”

 

ส่วนภาพรวมการดำเนินงานปี 2560 ทั้งในส่วนธุรกิจธนาคารพาณิชย์และธุรกิจตลาดทุนมีพัฒนาการที่ดี โดยในปี 2561 นี้ ยังคงมุ่งเน้น 3 ธุรกิจหลัก ซึ่งสะท้อนจุดแข็งของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรได้เป็นอย่างดี ได้แก่

  1. ธุรกิจให้สินเชื่อและธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง ประกอบไปด้วยสินเชื่อรายย่อย (สินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภค) สินเชื่อธุรกิจ และธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับธนาคารพาณิชย์ (เงินฝาก ประกันและการลงทุน) เริ่มต้นจากสินเชื่อรายย่อยที่ธนาคารเกียรตินาคินมีส่วนแบ่งการตลาดทางด้านสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ในอันดับต้นๆ ของอุตสาหกรรม (ณ สิ้นปี 2560 ยอดสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์อยู่ที่ 103,926 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 8%) ทั้งนี้ แม้ว่ายอดการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มนี้จะลดลง เนื่องจากกลุ่มธุรกิจฯ ให้ความสำคัญในการดูแลคุณภาพหนี้ และมุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อเฉพาะกับกลุ่มที่สามารถแข่งขันได้ดีและมีศักยภาพในการเติบโตสูง อาทิ รถแท็กซี่ รถบ้าน รวมถึงสินเชื่อรถกู้เงินด่วน เป็นหลัก แต่เห็นได้ชัดว่าอัตราผลตอบแทนรวมของสินเชื่อเช่าซื้อมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนสินเชื่อรายย่อยอื่น มีการขยายตัวในอัตราที่สูงตลอดปี 2560 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการขยายสินเชื่อผ่านสายงานช่องทางการตลาดและพัฒนาฐานลูกค้า ที่ธนาคารได้จัดตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มช่องทางในการขยายตลาด ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบุคคลสินเชื่อ KK SME และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สำหรับสินเชื่อธุรกิจ กลุ่มธุรกิจฯ มุ่งเน้นทำตลาดในอุตสาหกรรมที่ธนาคารมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ได้แก่สินเชื่อกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อพาร์ตเม้นต์และโรงแรม สินเชื่อธุรกิจขนส่ง สินเชื่อ                       พาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม และสินเชื่อเพื่อเครื่องจักรและวัสดุก่อสร้าง โดยสินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีสัดส่วนคิดเป็นครึ่งหนึ่งของสินเชื่อกลุ่มนี้ กำลังได้รับการขยายตลาดไปสู่ลูกค้าขนาดใหญ่หรือบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้น เช่นล่าสุดที่ธนาคารได้มีโอกาสให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าของประเทศ ในโครงการเดอะรีเซิร์ฟ สุขุมวิท6 (คอนโดมิเนียมลักษ์ชัวรี่) นอกจากนี้ ในส่วนของเงินฝากประกันและการลงทุนนั้น ในปี 2561 จะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ตราสารหนี้ที่มีอนุพันธ์แฝง รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนสำหรับลูกค้ากลุ่มที่มีความชำนาญในการลงทุน ซึ่งมีเพียงสถาบันการเงินจำนวนไม่มากที่สามารถนำเสนอได้
  2. ธุรกิจ Private Bank ประกอบไปด้วยสายงานที่ดูแลให้คำปรึกษาการลงทุนให้แก่ลูกค้าบุคคลรายใหญ่ โดยธุรกิจนี้นับเป็นจุดแข็งของกลุ่มธุรกิจฯ ที่แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์อื่นๆ เนื่องจากกลุ่มธุรกิจฯ สามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างครบวงจร และมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่นมีบริการซื้อขายหน่วยลงทุนของ บลจ. 20 แห่ง มีบริการกู้ยืมเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือบริการสินเชื่อเพื่อการลงทุน (สินเชื่อLombard) ทั้งนี้ สินทรัพย์ภายใต้คำแนะนำ (Asset under Advice: AuA) คิดเป็นมูลค่า 447,000  ล้านบาท หรือประมาณกว่า 580,000 ล้านบาทหากรวมเงินฝากที่ธนาคารด้วย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้าบุคคลรายใหญ่มีต่อกลุ่มธุรกิจฯ ส่วนการทำงานต่อจากนี้ ยังคงเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้มาตรฐานการบริการเทียบเท่า Private Bank ในต่างประเทศ โดยสำหรับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ภัทร จำกัด (บลจ. ภัทร) นั้น ในช่วงปีที่มามีผลงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกองทุนที่เป็น Flagship ไม่ว่า LTF, RMF หรือกองหุ้น ล้วนติดอันดับกองทุนที่มีผลการดำเนินการยอดเยี่ยม สำหรับปี 2561 นี้ บลจ.ภัทร จะเน้นการดูแลสินทรัพย์ที่หลากหลายขึ้น โดยเฉพาะ Fixed Income และ Structure Products อีกทั้งจะขยายความสามารถในการบริหารจัดการสินทรัพย์ในต่างประเทศในประเภท Mutual Fund และ Private Fund อีกด้วย
  3. ธุรกิจ Investment Bank ประกอบไปด้วยธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ลูกค้าสถาบัน ธุรกิจลงทุน และธุรกิจบรรษัทและวานิชธนกิจ โดย บล.ภัทร ได้ให้บริการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ในธุรกรรมสำคัญระดับประเทศหลายรายการ อาทิ การปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทสหพัฒน์ การเสนอขายหุ้น IPO ของ บมจ. บี กริม เพาเวอร์ และ บมจ. โกลบอลกรีนเคมิคอล อีกทั้งยังได้รับคัดเลือกให้ทำหน้าที่ที่ปรึกษาทางการเงินในการระดมทุนขนาดใหญ่อีกหลายรายการในปี 2561 และธุรกิจการเป็นนายหน้าค้าหลักทรัพย์ลูกค้าสถาบันและหน่วยงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ ก็สามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดและรายได้เป็นที่น่าพอใจ

 อนึ่ง ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ธนาคารเกียรตินาคินจำกัด (มหาชน) ประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2561 จะเติบโตใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาที่ 3.8% โดยมีปัจจัยหนุนหลัก 2 ปัจจัย คือ 1. ภาคเศรษฐกิจต่างประเทศ ทั้งจากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่พร้อมเพรียงกัน (Synchronized Growth) ขณะที่มาตรการปฏิรูปภาษีของรัฐบาลสหรัฐก็จะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจโลกเช่นกัน และ 2. ภาคเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น การเบิกจ่ายงบกลางปี เป็นต้น ด้านการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นแต่ไม่โดดเด่นนัก ทั้งนี้ มีประเด็นที่ต้องจับตา 3 ประการ ได้แก่ 1. เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้อย่างทั่วถึงหรือไม่ โดยที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากภาคระหว่างประเทศเป็นหลัก 2. การลงทุนของภาครัฐและเอกชนจะกลับมาขยายตัวหรือไม่ โดยที่ผ่านมาการเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐ (ที่รวมรัฐวิสาหกิจ) ต่ำกว่าเป้ามาโดยตลอด และ 3. ความตึงตัวภาคการเงินจะผ่อนคลายลงหรือไม่ โดยที่ผ่านมาแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินจะอยู่ในระดับต่ำแต่สภาพคล่องทางการเงินมิได้ไหลเข้าไปสู่ภาคธุรกิจที่มีความต้องการทางการเงินเท่าที่ควร

 

นายชวลิต จินดาวณิค ประธานสายการเงินและงบประมาณ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) (Mr. Chavalit Chindavanig, Head of Finance and Budgeting, Kiatnakin Bank Plc.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานปี 2560 เปรียบเทียบกับปี 2559 ว่า “ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 5,737 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4%และมีกำไรเบ็ดเสร็จรวมเท่ากับ 6,115 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% มีสินทรัพย์รวม 259,335 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% ทางด้านอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) คำนวณตามเกณฑ์ Basel III รวมกำไรถึงสิ้นปี2559 อยู่ที่ 16.46% เป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 13.31% หากรวมกำไรถึงสิ้นปี 2560 อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงจะเท่ากับ 17.95% เป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 14.80% ในส่วนของผลการดำเนินงานของธุรกิจธนาคารพาณิชย์นั้น สินเชื่อของธนาคารในปี 2560 มีการขยายตัวที่9.3% หลังจากที่มีการหดตัว 3 ปีต่อเนื่องในปี 2557 – 2559 โดยสินเชื่อมีการขยายตัวในเกือบทุกประเภทยกเว้นสินเชื่อเช่าซื้อที่ยังคงมีการหดตัวลง ทั้งนี้สินเชื่อของธนาคารที่มีการขยายตัวค่อนข้างดี ได้แก่ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (เพิ่ม 205%) สินเชื่อ Micro SMEs ซึ่งรวมสินเชื่อ KK SME (เพิ่ม 84%) สินเชื่อบุคคล (เพิ่ม 35%) สินเชื่อบรรษัท (เพิ่ม 130%) สินเชื่อ Lombard (เพิ่ม62%) ในด้านคุณภาพของสินเชื่ออัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 5.0% ปรับตัวดีขึ้นจาก 5.6% สิ้นปี 2559 สำหรับธุรกิจตลาดทุนนั้น มีรายได้รวมราว 3,000 ล้านบาท บล.ภัทรมีส่วนแบ่งตลาด 4.69% เป็นอันดับที่ 5 จากบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหมด 38 แห่ง ตลอดจนมีรายได้จากค่าธรรมเนียมวานิชธนกิจและจากการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นที่น่าพอใจ

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here