“โฮมโปร” โชว์รายได้รวมงวด 9 เดือน ปี 60 ทะลุ 47,201.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,145.72 ล้านบาท หรือ 4.76% โดยยอดขายในไตรมาส 3 ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ซึ่งเพิ่มขึ้นมาจากภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยหลักจากภาคการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก รวมถึงบริษัทฯ ได้มีการปรับรูปแบบสาขาของ HomePro Living มาเป็น HomePro S เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยมีกำไรสุทธิงวด 9 เดือนอยู่ที่ 3,360.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 555.16 ล้านบาท หรือ 19.79 % เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

นายคุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” ผู้นำในธุรกิจค้าปลีกสินค้าเกี่ยวกับบ้านและที่อยู่อาศัยในประเทศไทยเปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย สำหรับงวด 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน  2560  ว่า บริษัทฯ มีผลกำไรสุทธิเท่ากับ 3,360.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 555.16 ล้านบาท หรือ 19.79 %  เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน  โดยมีรายได้รวมจำนวน 47,201.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,145.72 ล้านบาท หรือ 4.76% เมื่อเทียบกับปีก่อน

โดยเพิ่มขึ้นจาก รายได้จากการขาย จำนวน 44,170.62  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,096.48 ล้านบาท หรือ 4.98 % จากการเติบโตจากยอดขายสาขาใหม่  ทั้งธุรกิจโฮมโปร  เมกา โฮม  และโฮมโปรที่ประเทศมาเลเซีย  และมีรายได้จากค่าเช่าและบริการ จำนวน 1,378.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.35 ล้านบาท หรือ 2.86% เป็นผลมาจากรายได้ค่าเช่าที่สูงขึ้นจากพื้นที่ให้เช่าของสาขาโฮมโปรที่เปิดใหม่ในปี 2559 นอกจากนี้ยังมีส่วนของรายได้อื่นจำนวน1,651.67 บาท  เพิ่มขึ้น 10.89 ล้านบาท หรือ 0.66% โดยเป็นผลมาจากการเติบโตของรายได้จากค่าบริการ “Home Service”

ทั้งนี้ บริษัทฯ  มีกำไรขั้นต้น จำนวน 11,523.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 886.79 ล้านบาท หรือ 8.34% เมื่อเทียบกับปีก่อน  สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขายเพิ่มขึ้นจาก 25.28% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 26.09% โดยเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนของส่วนผสมสินค้ามีไว้เพื่อขายทั้งกลุ่มสินค้าทั่วไป และกลุ่มสินค้า Direct Sourcing การวางแผนการจัดซื้อสินค้า รวมถึงธุรกิจเมกา โฮม และโฮมโปรที่ประเทศมาเลเซีย ที่มีอัตราการทำกำไรที่ดีขึ้นจากการได้ผลประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาดมากขึ้น

บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร จำนวน 10,068.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 373.40 ล้านบาท หรือ 3.85% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นที่เป็นตัวเงินของค่าใช้จ่ายกลุ่มเงินเดือน  ต้นทุนในการให้บริการแก่ลูกค้า ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายทางการตลาด อย่างไรก็ตามอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อยอดขายมีการปรับตัวดีขึ้น โดยลดลงจาก 23.04% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 22.79% ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารและควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายคุณวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า  ในภาพรวมด้านยอดขายและผลประกอบการของบริษัทฯ ในไตรมาส 3 ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 2 โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นโดยมีปัจจัยหลักจากภาคการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ในขณะที่จังหวัดที่มีการพึ่งพาการเกษตรยังไม่มีการฟื้นตัวอย่างชัดเจนเนื่องจากราคาสินค้าเกษตรยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำแม้ผลผลิตอยู่ในระดับที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามอุปสงค์ภายในประเทศยังคงเติบโตในระดับปานกลาง และการบริโภคสินค้าคงทนที่ปรับตัวขึ้นอย่างช้าๆ

นอกจากนี้บริษัทฯ ได้มีการกระตุ้นยอดขายทั้งในรูปแบบการส่งเสริมการขายและการจัดกิจกรรมเพิ่มเติม รวมถึงการปรับรูปแบบสาขาของ HomePro Living จำนวน 2 สาขามาเป็น HomePro S ที่สาขาเดอะพาซิโอ ลาดกระบัง และสาขาโคราช ที่เทอร์มินอล 21 จังหวัดนครราชสีมา ทั้งนี้การปรับรูปแบบของ HomePro S เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ตามคอนเซ็ปต์ “Small” ในรูปแบบร้านขนาดกะทัดรัด สะดวกสบาย เพราะตั้งอยู่ภายในศูนย์การค้า “Select” จากการเลือกสรรสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าในการซ่อมแซม ปรับปรุง ทดแทนซื้อหาได้บ่อยๆ และ “Service” บริการเรื่องบ้านโดยทีมงานคุณภาพจากโฮมโปร

ในไตรมาสที่ 3 บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจตามแผนที่วางไว้ โดยมีการเปิดสาขาเมกา โฮม 1 สาขาในจังหวัดเชียงรายเพื่อรองรับกำลังซื้อในภาคเหนือ และเปิดสาขาโฮมโปร ในประเทศมาเลเซีย 2 สาขา ที่ Ipohและ Penang โดยการเปิดสาขาในประเทศมาเลเซียให้มากขึ้นเพื่อให้ได้การประหยัดต่อขนาดที่มากขึ้น (Economies of Scale) ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 3 บริษัทฯ มีสาขาของโฮมโปร 84 สาขา สาขาของเมกา โฮม 12 สาขา และสาขาของ โฮมโปร ประเทศมาเลเซีย 5 สาขา โดยผลการดำเนินงานในภาพรวมของบริษัทฯ ยังคงเป็นที่น่าพอใจ  นายคุณวุฒิ กล่าวสรุปในตอนท้าย

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here