เมื่อวันเวลาเปลี่ยนไป  อะไร ๆ ในโลกก็มีการเปลี่ยนแปลง  บริษัทของเราแต่ละคนก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน  อย่างที่เราเห็น ๆ  ก็คือเปลี่ยนที่ทำงานสำนักงานใหญ่  เปลี่ยนที่ทำงานของพวกเรา  เปลี่ยนผู้บริหารดูแล  ฯลฯ แม้กระทั่งหน่วยงานของรัฐก็มีการเปลี่ยนแปลง  เราเคยอยู่ภายใต้การดูแลจากหน่วยงานของรัฐที่เรียกติดปากมากว่าสามสิบปีว่ากรมการประกันภัย  ก็เปลี่ยนสถานะเป็นหน่วยงานอิสระชื่อคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ( คปภ. )

การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายถือว่าเป็นการพัฒนาให้ดีขึ้น  ให้ทันยุคทันสมัยและทันโลกที่เราเรียกกันว่ายุคโลกาภิวัฒน์

จำไว้ว่า  ไม่มีองค์กรไหนต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ตนเองล้าหลัง  ไม่ทันองค์กรอื่น ๆ หรือล้าหลังกว่าเดิม

ในขณะเดียวกันจากการกล่าวข้างต้นทำให้พวกเราต้องนึกถึงตัวเรา  เราควรเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือไม่  หรือยังและอย่างไร ”

สิ่งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ก็มีนะ  เช่น รูปร่างหน้าตา  วงศ์ตระกูล  เชื้อชาติ  สัญชาติ

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงด้วยการปรับปรุง  แม้ว่าจะติดอยู่กับตัวเรามานานแสนนาน ก็มี  อาทิเช่น  บุคลิก  นิสัยความประพฤติ  กริยามารยาท 

บางสิ่งเปลี่ยนแปลงได้ แต่เราไม่ควรเปลี่ยน  บางสิ่งควรเปลี่ยน แต่เราไม่ยอมเปลี่ยน

เราดีใจ  ที่ทุกคนมีจิตใจระลึกถึงกัน  ผูกพัน  ทั้งในโอกาสปีใหม่  โอกาสวันคล้ายวันเกิด ฯลฯ ซึ่งเป็นความผูกพันที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของกันและกัน

เราดีใจที่เรามีความผูกพันกับงาน  มุ่งมั่นในการทำงาน  และผูกพันธ์กับบริษัท ซึ่งฝังลึกในจิตของเราอย่างไม่เปลี่ยนแปลง  ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่เอ่ยถึงเป็นสิทธิของเราเอง

นี่เป็นความสุขอบอุ่นในครอบครัวที่ทำงานของเรา

แต่สิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา นาที /ชั่วโมง /วัน และปี  คือสติปัญญาแนวคิดและเทคนิควิธีการทำงานของเรา

เราเคยเปรียบเทียบการทำงาน เหมือนนกที่กำลังบิน

ธุรกิจประกันชีวิตที่ญี่ปุ่น  บริษัทหลายแห่งใช้ภาพนกที่กำลังบินเป็นการกระตุ้นพนักงานของเขา  ในภาพจะมีข้อความว่า “Fly  Higher  And  Higher “  ( จงบินสูงขึ้นและสูงขึ้น ซึ่งก็เตือนใจได้ว่า  เราต้องดีขึ้นกว่าเดิมให้ได้  เราหยุดอยู่กับที่ไม่ได้  หรือทำเท่าที่ผ่านมาก็ไม่ได้

ธุรกิจประกันชีวิตที่สหรัฐอเมริกา  บริษัทหลายแห่งใช้ภาพนกอินทรี  เป็นสัญลักษณ์ของผู้ยิ่งใหญ่  ผู้ที่เป็นแชมป์  เตือนใจให้พนักงานมีความองอาจ  บุคลิกสง่างามประดุจพญาอินทรี  ซึ่งบินสูง  สายตากว้างและไกล  ท่าบินที่องอาจดูแล้วสง่า

ขณะนี้เราจะบอกว่า   เราไม่ใช่พญาอินทรี  เป็นแค่นกตัวเล็ก ๆ  ก็ไม่เป็นไร  ขอเพียงให้เราคิดว่า  เราเป็นลูกนกอินทรี  มิใช่นกกระจิบ นกกระจอก  ดังนั้น เราจะโตวันโตคืนเพื่อเป็นพญาอินทรีในอนาคต  เราจะไม่มีร่างเล็ก ๆ อย่างนี้ตลอดไป

การที่จะโตวันโตคืน  เราก็จำเป็นจะต้องทำหลาย ๆ อย่าง  อาทิเช่น  อาหาร  ออกกำลังกาย  อากาศดี ๆ อารมณ์ดี  เพื่อให้สุขภาพดี แข็งแรง ร่างกายสมบูรณ์

จากนั้นก็เพิ่มเติมอาหารสมอง  คือวิชาความรู้    และในที่สุดก็คิดค้นเพิ่มประสบการณ์การทำงาน

ในกลุ่มพวกเรานี้  ต้องมีคนที่ได้รับการเชิดชูเป็นคนเก่งที่สุด  เก่งมาก  เก่ง  และเกือบเก่ง  จนถึงคนที่ห่วยที่สุด  ปะปนกันไป  คนที่ห่วยที่สุดก็ไม่ต้องหมดกำลังใจ  เพราะคนเราพัฒนาได้  ต้องมีโอกาสยืนแถวหน้าได้เช่นกัน   เพียงแต่ขอให้เรามุ่งมั่น  มีข้อคิดบางประการคือ

. เป็นสัจธรรม  เมื่อมีกลุ่มคนทำงาน  ก็ต้องมีอันดับ ที่หนึ่ง ที่สอง  ไม่มีที่ไหนจะเป็นอันดับหนึ่งกันหมด

. แต่มีความเป็นไปได้ว่า  อันดับจะมีการเปลี่ยนแปลง  ที่สามอาจจะขึ้นที่หนึ่ง  ที่หนึ่งอาจตกลงไปเป็นที่ห้า

ทั้งนี้ก็ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง  เช่นโอกาสดี  การพัฒนาตนเอง  ความขยันหมั่นเพียร   หรืออีกฝ่ายที่เสียโอกาส  ไม่พัฒนาตนเอง  ความขยันถดถอย

. มีข้อคิดที่ต้องคำนึงอีกต่อไปว่า  คนที่เก่งในกลุ่มนี้เก่งขนาดไหน เก่งจริงไหม  ก็ต้องมองออกไปในโลกกว้าง  เก่งในสาขาแต่ถ้าเทียบในบริษัทอาจจะแย่  เก่งที่สุดในบริษัทเทียบกับบริษัทอื่น  หรือคนอื่นนอกบริษัท  อาจจะสู้เขาไม่ได้

เหมือนนักเรียนในโรงเรียนหนึ่ง  สอบได้ที่หนึ่งในห้อง  แต่ห้องนั้นมีนักเรียนห้าคน  ถ้าไปแข่งขันกับโรงเรียนอื่นที่มีนักเรียนในห้องระดับเดียวกันสามสิบคน  ก็อาจจะตกไปอยู่อันดับที่ยี่สิบก็เป็นไปได้

เขาจึงบอกว่าเป็นพญาอนทรี  บินสูงมองโลกกว้างในธุรกิจของเรา

ดูอย่างบอลไทย  ถ้าแข่งในซีเกมส์  เราเป็นแชมป์ติดต่อกันถึงเก้าสมัย  แต่ถ้าในระดับเอเชียนเกมส์ เราติดอันดับมากกว่าสิบ  ขณะนี้เราพยายามจะทำให้เราติดอันดับหนึ่งในสิบให้ได้  และถ้ามองไปถึงบอลโลก  ดูบอลไทยแล้วคงเป็นหมูสนามดี ๆ นี่เอง  แต่ถึงกระนั้นสมาคมฟุตบอลก็มองโลกกว้าง  ตั้งเป้าว่าบอลไทยต้องไปบอลโลกให้ได้

บางคนเป็นนกกระจิบฝีมือดี  ก็เลยเผลอ  คิดว่า  “  ฉันนี้สุดยอด  ”  ซึ่งก็สุดยอดจริง ๆ แต่ในบรรดานกกระจิบ

บางคนรู้ตัวว่าเป็นลูกนกอินทรี  แต่เผลอไปรวมกลุ่มกับนกกระจิบ  ก็เลยเข้าใจว่าตนเป็นกลุ่มนกกระจิบ  ทั้ง ๆ ที่ร่างกายเริ่มเติบโต  แต่ก็กลายเป็นตัวโตแต่จิตใจเล็ก

บางคนเป็นลูกนกกระจิบ แต่เพราะไปอยู่ในกลุ่มนกอินทรี  ก็เลยเผลอทำตัวใหญ่แบบแม่นกอินทรี   ก็จะเข้าตำรา  เห็นช้างขี้  ก็จะขี้ตามช้าง เรื่องก็จะยุ่งกันใหญ่

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเรื่องของตัวบุคคล  ที่คิดว่าพัฒนาได้  และจำเป็นต้องพัฒนา

มีคำกล่าวว่า คนที่ไม่พัฒนาหรือเปลี่ยนตนเอง  ทำงานทั้งปี  แล้วหันมามองตนเอง พร้อมกับบ่นว่า  โชคไม่ดี  ไม่มีอะไรดีขึ้น

แน่นอนล่ะ  ถ้าไม่เปลี่ยนแปลง  ไม่พัฒนา  อย่าหวังว่าผลจะดีขึ้น

ดังนั้น  ผู้จัดการยุคใหม่   ต้องพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตนเองเสียก่อน

ต่อไปนี้  เราหันมามองทีมงานบ้าง  หลังจากที่ตัวเราปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเองแล้ว   ขอบอกว่า  พวกเราแต่ละคนอาจจะมีทีมงานที่อ่อนแอมาก  เท่ากับทุกวันนี้เราหน้าที่เป็นผู้นำ  แต่การปฏิบัติงานแบบตัวแทน

ได้ยินว่าบางคนบอกว่า  ยังไม่พร้อม  รายได้ยังไม่ดี  ขอทำงานหาเงินก่อน  แล้วค่อยคิดเรื่องสร้างคน  ความคิดนี้มีนัยยะสองประการ

. เข้าใจผิด  การขายกับการสร้างคนเป็นงานเดียวกัน  เหมือน “Two In One “  ทำไปพร้อม ๆ กันได้  เช่นไปขาย ขายแล้วได้ไม่ได้ก็ชวนมาบริษัทมาทำงานด้วยกัน  มารู้จักกัน 

.ข้อแก้ตัว  คือทัศนคติไม่ดีต่อการสร้างคน  หรือไม่มั่นใจในการสร้างคน  ก็เลยบอกว่า  ยังไม่พร้อมจะทำ  ถ้าทำได้  รายได้เราจะมากกว่าขายคนเดียวเยอะแยะ  มีตัวอย่างให้เห็นในธุรกิจของเรา  บางคนมีตัวแทนมากกว่าร้อยคน  เวลาจัดกิจกรรมก็ดูสนุก คึกคักจริงจัง

คนทำงานแล้วไม่มีทีมงาน  มันน่าเป็นห่วง  พอ ๆ กับคนที่บอกว่าอยากอยู่ในโลกนี้คนเดียว  มันวิเวกเงียบเหงาจริง ๆ

สำนักงานที่ไม่มีคนเข้า

โต๊ะทำงานที่ไม่มีคนนั่ง

ห้องกว้าง ๆ  นั่งอยู่คนเดียว

นึกภาพดูเถอะว่า  มันเป็นอย่างไร  ดังนั้นข้อแรกของการเปลี่ยนแปลงคือ  การสร้างตัวแทนใหม่เพิ่มขึ้น

ประการที่สอง  ผู้จัดการต้องสร้างวัฒนธรรมที่ดีงามให้กับทีมงาน

อาทิเช่น การเข้ามาร่วมปรึกษาหารือพร้อม ๆ กันในทีมงาน โดยมีกำหนดการเข้าร่วมกิจกรรมที่ชัดเจน  และตกลงด้วยกันทุกฝ่าย

การแต่งกายของทีมงานในการทำงาน  ในการปรากฎตัว  ให้เป็นเอกลักษณ์  จะได้เป็นที่สนใจของผู้อื่น  และเป็นผลพวงต่อการสร้างคน  แต่ถ้าหัวหน้าไปทาง  ลูกทีมไปทาง  ต่างคนต่างทำ เผลอๆทะเลาะกันในทีมงาน  อย่างนี้ละก็ไม่มีใครเขาอยากทำงาน

ประการที่สาม  ต้องพัฒนาไปพร้อมกันและด้วยกัน

หัวหน้าบางคนชอบที่จะถึงวาระสังสรรค์มากกว่า  วาระสรุปงาน   วาระมอบเป้าหมาย  หรือวาระความรู้  อย่างนี้ตัวแทนก็ไม่สนใจการอบรม  การรับความรู้  เข้าประเภท สนุกสนาน สู้ตายค่ะ  แต่เบื่อหน่ายวิชาการ “   เราคงเห็นตัวอย่าง  หลายบริษัทที่เขาเอาใจใส่ต่อกิจกรรมสัมนา  เสียค่าร่วมสัมนาก็ยอม   แสดงว่าเขามองเห็นคุณค่าของวิชาความรู้

คนมีความรู้ เหมือนมีอาภรณ์อันประเสริฐ  มีรัศมีของบุคลิกสง่างาม  น่าเชื่อถืออยู่ในตัว  เวลาเราพูดกับใคร  เราจะรู้เลยว่าคนนี้มีความรู้หรือไม่มีความรู้

ประการที่สี่  ต้องมีความฉับไวในข้อมูลข่าวสาร ( Management  Information  System )  สถิติต่าง ๆ

เวลาที่เราเสนอ  หรือชี้แจงถ้ามีตัวเลขหรือข้อมูลแล้ว  ดูอะไรมันชัดเจนน่าเชื่อถือ เช่น

เดี๋ยวนี้หน่วยของเรามีเบี้ยปีแรก…………..มากกว่าปีที่แล้ว……………. เบี้ยปีต่ออายุ เราทำได้…………คิดเป็นอัตราความยั่งยืนร้อยละ………….

ตัวแทนนาย กขายเคสใหม่ได้……………เป็นอันดับที่…………ของสาขาและอันดับที่……..ของบริษัท

การมีข้อมูลข่าวสารนี้  ทำให้การบริหารมีทิศทาง  ตัวแทนก็จะมีเส้นทางเดินชัดเจน  และเป็นการสร้างความกระตือรือร้น

นอกจากที่กล่าวแล้วผู้จัดการควรมี ๕ และทำ ๑๐

มี ๕ คุณสมบัติ  คือ

คุณวุฒิ

คุณสมบัติผู้ดี

คุณประโยชน์

คุณภาพ

คุณธรรม

ทำ ๑๐ ประการคือ

รักจริง             อิงหลัก             ปักป้าย              ใช้มือ           ถือหลังธรรมสี่

ดีพร้อม            ยอมบ้าง           ช่างเขียน            เรียนรู้          สู้งาน

 

สุดท้าย  อย่าลืมใช้กฎทอง ในการบริหารงาน ๗ ประการ

ไม่ยอมล้มเลิก  เช่นกำหนดเป้าหมายแล้วต้องไม่ยอมล้มเลิก กำหนดกติกาใดแล้วต้องไม่ยอมล้มเลิก

. หาโค้ช หรือผู้เป็นตัวอย่างในการทำงาน  หรือหาที่ปรึกษาที่ตนเองไว้ใจได้

. ใช้ระบบในการกำกับการทำงาน

. เป็นคนเปิดเผย  เล่าความในใจของตนเอง  และทุกคนต้องทำเช่นกันเพื่อความเป็นมิตรที่ดี

. ทำอะไรง่าย ๆ สบาย ๆ

   ๖. กลั่นและกรองทุกสถานการณ์

. ให้การสนับสนุนลูกทีมอย่างจริงใจ

———————————————————-

บทความเขียน โดย โรจ  ว่องประเสริฐ

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here