ทุกๆสิ้นปี  ที่ทำงานของผมจะมีกิจกรรมมุทิตาจิตอำลาของพนักงานที่ต้องเกษียณอายุจากบริษัท  คนที่กำลังจะเกษียณ  จิตใจย่อมไม่เป็นปกตินัก  บางคนเสียขวัญเสียกำลังใจ  อาจจะเกิดจากความรู้สึกว่าตนเองจะต้องเปลี่ยนแปลงชีวิต  จากคนทำงานที่ตื่นแต่เช้ามืด  อาบน้ำแต่งตัวเดินทางไปทำงาน  แต่ต้องตื่นขึ้นมาแล้วถามตนเองว่า  วันนี้จะทำอะไรดี  ไม่มีอะไรทำ  เหงา ๆ  ไม่ได้พบเพื่อนร่วมงาน  ไม่ได้นั่งกินกาแฟที่ทำงานอย่างที่เคยเป็นอยู่สี่สิบปี  ฝั่งคนที่อยู่อาจจะมีความสุขลึก ๆ  เช่น  หมดคู่แข่งไปแล้วอีกคน….เคยดุด่าเราบ่อย ๆ  เพราะเป็นหัวหน้าเรา  ต่อไปนี้หมดโอกาสแล้ว…บางคนที่เกษียณมาก่อน  อาจจะรู้สึกมีความสุขเพิ่มข้น   เพราะได้สมาชิกเพิ่มขึ้นมาเป็นพวกเดียวกัน  เข้าชมรมสว.สูงวัย…คนที่ปีหน้าหรืออีกสองสามปีจะเกษียณก็ตาม  อาจจะเริ่มจิตใจไม่ดี  คิวนี้เป็นของเขา  ไม่นานก็จะเป็นคิวของเราบ้าง  คำว่า ” เกษียณ ทำให้แสลงใจของหลาย ๆ คน

        ในฐานะคนที่เกษียณแล้ว  ผ่านชีวิตวัยเกษียณมายาวนานกว่าสิบปี  ขอเล่าประสบการณ์และความรู้สึกบางอย่างสู่กันฟัง  สำหรับคนที่เกษียณแล้ว  และคนที่จะเกษียณตามมาภายหลังไม่เร็วก็ช้า

       เรื่องเกษียณเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเตรียมตัว  ต้องเตรียมพร้อม  และต้องยอมรับ  เป็นเรื่องที่เราคนทำงานหนีไม่พ้น  ยกเว้นคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจ  ผมมักจะบอกคนที่จะเกษียณว่า  โชคดีที่เรามีวันนี้  เพราะมีคนจำนวนไม่น้อย  ไม่มีโอกาสที่จะถึงวันเกษียณ  คนไทยจะมีสองมาตรฐานในการกำหนดอายุเกษียณ  บางองค์กรและหน่วยงานราชการ  จะกำหนดอายุเกษียณเป็นหกสิบปีเต็ม  แต่บางองค์กรกำหนดที่อายุห้าสิบห้าปีเต็มเป็นที่สิ้นสุดการทำงานกับองค์กรนั้น  ซึ่งถ้าผู้ที่อยู่ในองค์กรอย่างหลัง  ก็ต้องระวัง ต้องเตรียมพร้อมเร็วกว่าชาวบ้าน  อย่านึกว่าเกษียณแล้วไปหางานองค์กรที่ให้ทำงานถึงอายุหกสิบปีทำต่อ  อาจจะลำบาก  เพราะองค์กรต่างก็คาดหวังว่า  เมื่อลงทุนว่าจ้างและสอนระบบงานแล้ว  ก็คาดหวังว่าจะทำงานให้เขาอย่างคุ้มค่าคุ้มราคา  ถ้าไม่เก่งไม่แน่จริง ๆ แล้ว  คงหางานใหม่หลังอายุห้าสิบห้านั้นยากมาก 

     ในบางประเทศเขาเริ่มขยับวัยเกษียณออกไปแล้ว  อย่างเป็นทางการหรืออย่างไม่เป็นทางการ เพราะต้องการคัดเลือกต่ออายุการทำงานให้เฉพาะคนที่มีฝีมือจริง ๆ  ทราบมาว่าญี่ปุ่นปรับเกษียณออกไปจนถึงอายุหกสิบเจ็ดปี แต่ในประเทศไทยยังไม่มีองค์กรใดทำ  อย่างเก่งก็ปรับจากพนักงานมาเป็นการว่าจ้าง  อาจลดหรือไม่ลดรายได้  แต่ว่ากันเป็นปี ๆ  ไม่ได้สวัสดิการหรือโบนัสหรือขึ้นเงินเดือนแบบพนักงานปกติ

        อาจจะทำใจได้ว่า เก่งไม่เก่งอย่างไร  ถึงช่วงหนึ่งก็ตกงาน หรือค่าตัวลดลง  ตามธรรมชาติ  ไม่มีแล้วกับคำที่ว่า  “ องค์กรจะชุบเลี้ยงคนที่ทำงานดีเสียสละสร้างความเจริญให้กับองค์กรไปจนชั่วชีวิต ”  คำพูดประโยคนี้  ผมเคยได้ยินห้าสิบว่าปีก่อน  สมัยที่เข้าทำงานใหม่ ๆ  ยุคนั้นพนักงานบางคนถึงกับได้ทุนองค์กรไปเล่าเรียนต่อปริญญาโทหรือปริญญาเอก  เพื่อกลับมาทำงานให้กับองค์กรของตน  ยุคสมัยอาจจะเปลี่ยนไป  ปัจจุบันบางทีจบปริญญาแต่หางานทำยังไม่ได้เลยก็มีให้เห็นกัน 

     ดังนั้นคนทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน ต้องคิดถึงเรื่องเกษียณ  และทำความคุ้นเคยเตรียมพร้อมสำหรับตนเองในวัยตกงานตามธรรมชาติ  ไม่ว่าขณะนี้จะอายุเท่าใดก็ตาม  อย่าคิดว่าเป็นคำแสลงใจ  นึกถึงบ่อย ๆ เท่าไรก็ดี  จะได้เตรียมตัวพร้อม  อะไรที่ควรทำควรเตรียม  ก็ลงมือ  อะไรที่ควรละทิ้งหรือไม่ควรทำ  ก็สละเสีย  มิเช่นนั้น  ถึงเวลาจริง ๆ อาจสายเกินแก้แล้วกลายเป็นทุกข์มหันต์วัยเกษียณ

         ประการแรก  ที่เขาสอนกันนักกันหนาก็คือ  เตรียมสร้างระบบสวัสดิการรองรับด้านการเงิน  เพราะวัยเกษียณไม่มีรายได้รองรับ  ยิ่งถ้าเป็นเอกชน หรือประกอบอาชีพอิสระ  แรงงานนอกระบบ  ยิ่งต้องคิดถึงเรื่องนี้แต่เนิ่น ๆ

         สูตรโดยทั่วไปจะเป็นสัดส่วนกับรายได้ขณะนี้  เช่น ผู้มีอายุ 20 ปี—30 ปี ควรสำรองไว้เพื่อโครงการประมาณ 10 % ของรายได้  อายุ 31 40 ปี ประมาณ 20%  พออายุ 41 50 ปี ประมาณ 30 % ของรายได้  อายุ 5160 ปี ประมาณ 40% ของรายได้  แหล่งสะสมเงินออมเพื่อวัยเกษียณ  ที่เราเก็บออมได้เช่นนี้ที่อันตรายสำหรับเราก็ได้  เหตุนี้ประการสำคัญอันดับแรก  เราต้องประหยัดเก็บออมเพื่อแผนรองรับวัยเกษียณของเรา 

         บางคนบ่นว่า  ไม่มีจะเก็บ  ทุกวันนี้ยังเป็นหนี้เป็นสินเขาอยู่  ตรงนี้แหละที่เราต้องกลับไปสู่พื้นฐานของเรา ( Back To Basic )  ทำบัญชีใช้จ่าย  พิจารณาว่าตัดรายการจ่ายอะไรได้บ้าง  ลดค่าใช้จ่ายลงให้ได้  ต่อมาก็นึกดูว่า  เราจะหารายได้เพิ่มในช่วงนี้ทางใดหรืองานใดได้อีก  “ การลดรายจ่าย  เพิ่มรายได้ ”  เป็นหลักพื้นฐานของการสร้างรายได้เพื่อชีวิตในอนาคต

        เรื่องสุขภาพก็เหมือนกัน  ต้องวางแผนก่อนแก่  เตรียมดูแลชีวิตก่อนสูวัย  ทั้งโภชนาการ  อะไรควรกิน  อะไรไม่ควรกิน  บางอย่างเขามีคำก็บอกอยู่โต้ง ๆ ว่า  เป็นอันตรายต่อสุขภาพ  แต่ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ  ไม่เกรงกลัว  อย่าไปนึกว่าที่สุดหมอหรือยาจะช่วยเรา  เคยมีหมอบอกผมว่า  “ ยามีไว้เพื่อขายไม่ได้มีไว้เพื่อรักษา  อาชีพหมอเป็นอาชีพทำรายได้ ”  คนที่จะรักษาเราได้ดีที่สุดก็คือตัวเราเอง  อย่านึกว่า “ เรายังหนุ่มยังสาวอยู่  คงไม่เป็นอะไรง่าย ๆ  “ ข้อคิดเหล่านี้สอนให้เราต้องดูแลตนเองดี ๆ  ใช้ชีวิตให้เป็น  อายุจะได้ยั่งยืนแบบมีความสุข  เป็นความสุขวัยชรา  ไม่ใช่ทนทุกข์ทรมานยามชรา ความดันโลหิตสูง  โรคเบาหวาน  โรคข้อเสื่อม  ผู้ป่วยติดเตียง  และโรคของผู้ชราคือโรคซึมเศร้า

        เรื่องที่สามที่ต้องเตรียมตัว  คือเตรียมตัวว่า  ถ้าเกษียณแล้วเราจะทำอะไร  บางคนบอกกับผมว่าเกษียณแล้ว  จะวางมือ  จะพักผ่อนอยู่เฉย ๆสบาย ๆ  ถ้าทำอย่างนั้นจริง ๆ ผมว่าคิดไม่ถูกต้อง  อยู่เฉย ๆ  ไม่ทำอะไรเลยแค่เดือนสองเดือนก็เบื่อแย่แล้ว  แต่เราจะเกษียณอีกสิบปี สิบห้าปี ยี่สิบปี  ถ้าไม่มีอะไรทำคงเบื่อแย่  ดังนั้นต้องหางานทำ  งานที่เหมาะสมกับเรา  ทำแล้วเหมือนได้พักผ่อน  ไม่เครียด  ทำสนุก  ได้ใช้สมองคิด  จะได้ไม่เป็นโรคสมองเสื่อม ได้เดินได้ยืนเท่ากับได้ออกกำลังกาย  ไม่แก่เร็วเกินไป

     … จริงอยู่  เราไม่ต้องไปทำงานแข่งกับใคร  ชิงอำนาจหรือแข่งดีแข่งเด่นกับใครแล้ว  ทำงานไปพลาง  เที่ยวไปพลาง  ไม่ต้องไปไกลถึงต่างประเทศ  เที่ยวในประเทศไทยนี่แหละ  บางคนคิดจะไปต่างประเทศ  ถามว่าในประเทศไทย  หรือเอาแค่จังหวัดที่ตนเองอยู่  ไปเที่ยวครบแล้วยัง  ก็ไม่กล้าตอบ  สมัยหนุ่ม ๆ  เราอาจจะอยากไปต่างประเทศ  เพราะมันเป็นเครดิต 

     …แต่พอเกษียณแล้ว  ไม่ต้องเครดิตแล้ว  เอาสนุกสนานเข้าว่า  หางานอะไรทำบ้าง  งานที่เราเคยมีประสบการณ์นั่นแหละดี  สอนรุ่นหลัง ๆ เป็นวิทยาทาน  และทำให้ชีวิตของเรามีคุณค่าเกิดความภูมิใจ  และเป็นประโยชน์แก่คนรุ่นหลัง  บางคนบอกว่าทำไม่ได้  เดี๋ยวรุ่นหลังจะหัวเราะเยาะเอา  ผมมองว่า  เราทิ้งหัวโขนเก่า ๆ ไปเสีย  เหลือแต่ความเป็นมิตรเป็นญาติพี่น้อง  คนกันเองทั้งนั้น  กลายเป็นครอบครัวใหญ่  คิดอย่างนี้ชีวิตจะมีความสุขมาก  ถ้าอดีตเคยยิ่งใหญ่  ก็ลืมมันไปเสีย  อย่าไปยึดติดกับอดีต  ทำปัจจุบันให้มีความสุขดีกว่า

         เตรียมที่สี่  เตรียมคบมิตรวัยเดียวกัน  แน่นอน  เราต้องมีเพื่อนคุย  เพื่อนแนะนำปรึกษา  ผู้บริหารท่านหนึ่งของผม  บอกกับผมว่าเตรียมคนรู้ใจไว้  เพราะคนที่เรารู้จัก  ไปมาหาสู่เราขณะนี้  คือคนที่เรายังเป็นประโยชน์กับเขา  แต่เมื่อไรเราพ้นจากหน้าที่แล้ว  เขาก็จะห่างจากเราไป  เพราะไม่มีอะไรต้องไปมาหาสู่อีกแล้ว  จะเหลือคนรู้ใจไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือ ( หนึ่งฝ่ามือก็ห้าคนน้อยมาก )  แต่เพื่อนในยามเกษียณ  มีความจำเป็น  เราอาจจะต้องมีสภากาแฟคนวัยเกษียณ  นัดหมายกินกาแฟด้วยกัน  คุยกัน  ส่วนมากคนอายุมากก็มักจะคุยเรื่องเก่า ๆ ในอดีตกาล  ก็สนุกอีกแบบ  ลูกหลานอาจจะไม่ใช่คนรู้ใจเรา  การที่เป็นคนละวัย  สนุกเขาจะไม่สนุกเรา  หรือสนุกเราจะไม่สนุกเขา  จัดกลุ่มทัวร์ผู้สูงวัย  นัดหมายไปเที่ยวกัน  เราจะได้มีเพื่อนวัยเกษียณ

        ย้ำว่า  วัยเกษียณ  การดำเนินชีวิตจะแตกต่างกับขณะยังไม่เกษียณ  ที่เคยสนุกสนานก็จะสนุกสนานกันคนละรูปแบบ  สถานที่เที่ยว รสนิยมก็เปลี่ยนไป  อาหารการกิน  การเป็นอยู่ การพักผ่อน การแต่งกาย และอื่น ๆ ปรับเปลี่ยนไปหมด   ตามธรรมชาติของวัย

        เตรียมที่ห้า  เตรียมปรุงแต่งสภาพจิตใจ  คนที่เกษียณพอได้รับหนังสือแจ้ง  กำลังใจจะวูบลงไป  เหมือนคำเตือนว่า “ ชราแล้วนะ ”  หรือ “ หมดโอกาสแล้วนะ ”  แต่ถ้าเราเตรียมหนึ่งสองสามสี่แต่ต้น  เหมือนเราเตรียมข้อห้านี้ไปในตัว  เรารู้วาระของเรา  และเราก็ทำถนนหนทางของเราไว้แล้ว   ทำเหมือนเครื่องบินที่พอจะถึงจุดหมาย  ก็ลดเพดานบินลง  วนหาทิศทาง  แจ้งภาคพื้นดินให้ทราบ  พอได้สัญญาณแล้วจึงเริ่มลง ตัดความวิตกกังวล  ความทุกข์  ความเศร้าท้อแท้  ความกังวล ไม่สบายใจ  ความเห็นแก่ตัว  ความโลภ  อวิชชาต่าง ๆ ตัดลงไป  เร็วเท่าไรก็ดีเท่านั้น  เหลือแต่จิตใจที่สบาย  หน้าตาก็จะสดชื่นยิ้มแย้ม  ไม่ยึดมั่นถือมั่น  ได้มาแล้วก็สลายไป  ไม่มีอะไรยั่งยืนคงทนถาวร

          “ วางแผนก่อนแก่  เตรียมดูแลชีวิตก่อนสูงวัย ”  ความสุขจะอยู่สำหรับคนที่เตรียมพร้อมครับ.

บทความดีๆที่เราอยากให้คุณได้กดแชร์ให้เพื่อนๆคุณได้อ่านกัน

กด like กด Share เป็นกำลังใจให้ทีมงานด้วยนะคะ

บทความโดย: โรจ  ว่องประเสริฐ

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here