วันนี้ จขกท จะขอแชร์ประสบการณ์ตั้งแต่การหางาน สัมภาษณ์งาน ยันทำงานในประเทศสิงคโปร์
การหางานไม่ว่าจะในประเทศไหนๆก็ตาม เราก็พึ่งอากู๋ โดยค้นหาคำว่า “Thai job in Singapore” (งานในไทยสิงคโปร์)
สาเหตุที่ต้องเขียนว่า งานไทย เพราะนี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เค้าเรียกสัมภาษณ์เราค่ะ
(งานส่วนใหญ่ที่ต้องใช้ภาษาต่างประเทศมักจะระบุไว้ว่า ฟัง/พูด/อ่าน/เขียนได้ในระดับดี หรือเป็นเจ้าของภาษา)
จากนั้นผลการค้นหาก็ออกมาเยอะมาก เรียกได้ว่าดูกันตาแฉะ
งานส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวข้องกับ งานโรงแรม-ทัวร์ บริการลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการทำงานผ่านทางโทรศัพท์และอีเมล์ค่ะ
จำได้ว่าตอนนั้นสมัครไปเยอะมาก ทั้งงานล่าม งานโรงแรม งานทัวร์ คอลเซ็นเตอร์ สมัครหมด คิดว่าน่าจะเกิน 30 งาน
แต่ที่โทรกลับมาสัมภาษณ์จริงๆมีแค่ 6 งานค่ะ
งานแรกเป็นงานบริการลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติ(ใช้ภาษาอังกฤษ)เป็นงานของบริษัทโรงแรม (ขอไม่เอ่ยชื่อนะคะ)
เป็นตำแหน่ง Permanent เงินเดือน 2,300 – 2,400 เหรียญสิงคโปร์ (ราวๆ หกหมื่นบาทไทย)
ตอนแรกทางฝ่ายบุคคลจะส่งเมล์กลับมาให้เราทำแบบทดสอบการบริการลูกค้ากับแบบทดสอบภาษาไทยและอังกฤษ
จากนั้นถ้าผ่านการพิจารณาทางฝ่ายบุคคลจะโทรมาสัมภาษณ์เราเป็นภาษาอังกฤษ
และถ้าผ่านฝ่ายบุคคลมาได้ ก็จะสัมภาษณ์กับ Team Lead เป็นคนสุดท้าย (หัวหน้าที่เราต้องไปทำงานด้วย)
เราผ่านหมดทุกรอบยกเว้นรอบสุดท้ายค่ะ 55555 ก็เฟลๆหน่อย แต่ก็สู้ๆ หางานต่อไป
งานที่สอง เป็นงานบริการลูกค้าอีกเช่นเคย แต่เป็นงานของเครือโรงแรม ออกแนวเซลส์หน่อยๆ
เป็นตำแหน่ง Permanent เงินเดือน 2,600 เหรียญสิงคโปร์ (65,000 บาทไทย)
เราก็ตกรอบสุดท้ายอีกเหมือนเดิม แต่ก็ยังไม่ท้อก็สู้ต่อไป
มาถึงงานที่สาม เป็นงานล่ามของบริษัทญี่ปุ่น เราต้องแปลคู่มือจากอังกฤษเป็นไทย
เป็นสัญญาจ้างหนึ่งปี เงินเดือน 3,000 เหรียญสิงคโปร์ (75,000 บาทไทย)
ของบริษัทนี้เค้าบอกว่าเราแปลดี แต่เค้าอยากได้ดีกว่านี้ ก็เลยไม่เอาเราค่ะ 555
งานที่สี่ เป็นงานแปลเนื้อหาเกมส์ค่ะ เป็นบริษัทใหญ่มีสาขาหลายประเทศ
เป็นตำแหน่ง Permanent เงินเดือน 2,600 เหรียญสิงคโปร์ (65,000 บาทไทย)
สัมภาษณ์ผ่านหมด แต่แปลเนื้อหาเกมส์ไม่ได้ (เข้าไม่ถึง) ก็เลยตกไป
**จุดสำคัญมันอยู่ที่งานที่ 5 และ 6 ค่ะ**

 

งานที่ห้า เป็นงานวิเคราะห์ข่าวของบริษัทต่างชาติที่มีสาขาอยู่ในสิงคโปร์
เป็นตำแหน่ง Permanent เงินเดือน 3,300 เหรียญสิงคโปร์ (82,500 บาทไทย)
เค้าเรียกสัมภาษณ์เราเพราะเห็นว่าเราได้ทั้งไทย อังกฤษ จีน (เราเรียนจีนตั้งแต่ ม.ต้น และเรียนโทที่จีนค่ะ)
ขั้นแรกสัมภาษณ์กับฝ่ายบุคคล จากนั้นเค้าให้เราแปลข่าวกับสรุปข่าว (จากไทยเป็นอังกฤษ และจากจีนเป็นอังกฤษ)
จากนั้นถ้าผ่านเค้าก็ให้เราสัมภาษณ์กับ Team Lead (หัวหน้าที่จะต้องทำงานด้วย)
สัมภาษณ์เสร็จหัวหน้าก็บอกตรงนั้นเลยว่าโอเค ผมให้คุณผ่าน
ยังค่ะ ยังไม่จบ ถึงแม้หัวหน้าจะให้ผ่าน แต่บริษัทนี้ต้องสัมภาษณ์กับ Head ใหญ่สุดของที่นั่นก่อน
เราก็สัมภาษณ์ จำได้ว่าวันนั้นสัมภาษณ์นานมาก เกินชั่วโมง สุดท้าย Head บอกว่าเดี๋ยวขอคุยกับฝ่ายบุคคลก่อน
เราก็โอเครอค่ะ

แต่ในระหว่างนั้นก็มีบริษัทที่ 6 โทรมาเรียกเราสัมภาษณ์
เป็นสัญญาจ้าง 1 ปี เงินเดือน 3,000 เหรียญสิงคโปร์ (75,000 บาทไทย)
ก็เหมือนเดิมค่ะ สัมภาษณ์กับฝ่ายบุคคล จากนั้นมีคนโทรมาทดสอบภาษาอังกฤษและจีน
จนไปรอบสุดท้ายสัมภาษณ์กับ Team Lead 2 คน สัมภาษณ์ร่วมชั่วโมงครึ่ง สุดท้ายบอกเดี๋ยวจะแจ้งผลทีหลัง
เราก็โอเคค่ะ แต่ก่อนจะจบการสัมภาษณ์ หนึ่งในนั้นถามเราว่าเราได้มีสัมภาษณ์บริษัทไหนไหม
เราก็ตอบตามตรงว่า มีค่ะ สัมภาษณ์ไปเมื่อสองวันที่แล้ว ตอนนี้เค้าบอกให้รอผล
สุดท้ายคนที่ถามเราก็บอกกับเราว่า “งั้นก็หวังให้คุณเลือกเรา หรือไม่ก็ทางบริษัทนั้นเค้าไม่เลือกคุณแล้วกัน”

หลังจากได้ฟังเราก็ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง เรากลัวผิดหวังเหมือนกับบริษัทแรก เราก็เลยคิดว่าเค้าคงพูดไปแบบนั้น
อย่าไปหวังอะไรจนกว่าเค้าจะบอกว่ารับเราเข้าทำงานเลยจริงๆดีกว่า
…ตอนนั้นจำได้ว่าเวลาผ่านไปเชื่องช้ามาก เป็นการรอคอยที่ทรมาณทั้งๆที่จริงก็แค่ 4 วัน….
ผ่านไป 4 วัน บริษัทที่ 6 โทรมาบอกว่า ยินดีด้วยคุณได้งานแล้ว ต่อไปเราจะทำวีซ่าทำงานให้คุณ นู่นนี่นั่น
ตอนนั้นคือดีใจมาก ฉันได้งานสักที 5555 จากนั้นผ่านไปข้ามคืน บริษัทที่ 5 โทรมาบอกว่า ยินดีด้วย ให้เซ็นต์สัญญาได้เลย
เราก็ดีใจอีกแล้ว ฉันได้งานอีกแล้ว 555 แต่ว่าคนเรามีงานประจำได้งานเดียว ดังนั้นก็ต้องเลือกใช่ไหมคะ

สุดท้ายจากการกรั่นกรองด้วยสมองอันน้อยนิดก็ทำให้เลือกบริษัทที่ 6 ค่ะ ถึงแม้เงินเดือนจะน้อยกว่า แถมเป็นสัญญาจ้าง
ตอนนั้นไม่รู้อะไรดลใจให้เลือกบริษัทที่ 6 อาจจะเพราะเห็นว่างานเบากว่า กลัววิเคราะห์ข่าวแล้วเครียด
กลัวไม่มี Work-life balance (ไปแอบอ่านรีวิวใน Glassdoor ที่เป็นเว็บให้คะแนนบริษัททั่วโลกมา)
ก็สุดท้ายเลือกบริษัทที่  6 ค่ะ

 

หลังเซ็นต์สัญญากับบริษัท บริษัทก็จะยื่นวีซ่าทำงานให้เรา

**วีซ่าทำงานของสิงคโปร์จะมีหลายชนิดขึ้นอยู่กับทักษะและเงินเดือนค่ะ ของเราได้ S PASS (ระดับกลาง)
**เราก็เพิ่งทราบจากฝ่ายบุคคลว่า ไม่ใช่ว่าคนต่างชาติทุกคนที่ยื่นขอวีซ่าทำงานแล้วจะผ่านทุกคนนะ
ทางกระทรวงแรงงานของสิงคโปร์เค้าจะตรวจสอบว่า ทำไมตำแหน่งนี้บริษัทต้องจ้างคนต่างชาติ
จ้างคนสิงคโปร์ไม่ได้เหรอ แล้วคนสิงคโปร์ที่พูดไทยได้ก็มีทำไมคุณไม่จ้างล่ะ อะไรอีกเยอะแยะเลยค่ะ
ทางบริษัทเลยบอกว่า ต่อให้บริษัทอยากจะจ้างคุณ แต่ถ้ารัฐบาลไม่อนุมัติ บริษัทก็จ้างคุณไม่ได้นะ**

ช่วงรอผลวีซ่าก็เป็นอะไรที่หดหู่ค่ะ กลัวไม่ผ่าน 555 แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้
พอวีซ่าผ่านเราก็ต้องไปตรวจสุขภาพ ก็ทั่วไป คุยกับหมอ เอ็กซเรย์ปอด ตรวจเลือด
พอได้ผลตรวขสุขภาพก็ส่งให้กับทางกระทรวงแรงงาน จากนั้นนัดวันทำบัตร ถ่ายรูป
และแล้วก็เริ่มทำงานค่ะ โดยการทำงานอาทิตย์แรกจะเป็นการสอนงาน ก่อนเริ่มปฎิบัติจริงค่ะ

หน้าที่ของเราคือจะต้องโทรหาลูกค้า ซึ่งเป็นลูกค้าที่สนใจในตัวสินค้าอยู่แล้ว
โดยตอนแรกเราเข้าใจว่า เราจะได้โทรหาลูกค้าไทยเป็นหลัก (ก็เค้าจ้างคนไทยนี่นา)
สรุปว่าไม่ใช่ค่ะ เราได้โทรหาลูกค้าจีนเป็นหลัก เพราะลูกค้าไทยไม่เยอะ  
ช่วงเทรนด์งานก็มีเพื่อนร่วมงานผลัดกันมาสอนงานเรา ช่วงนั้นเครียดมากๆ เพราะกังวลลัวเรื่องภาษา
เรารู้สึกว่าทำไมภาษาอังกฤษของเราถึงกากแบบนี้ ตอนนั้นความมั่นใจนี่ไม่มีเหลือเลยค่ะ
จากที่เคยมั่นใจว่าภาษาอังกฤษเราก็ไม่ได้ด้อย ภาษาจีนก็ถือว่าอยู่ในระดับดี
แต่พอมาทำงานกับคนสิงคโปร์ คนอินเดีย คนจีน คนเวียดนาม คือเราเหมือนเป็นคนใบ้เลย

แต่สิ่งหนึ่งที่สอนเราจากตรงนี้คือ ในโลกนี้ยังมีคนเก่งกว่าเราอยู่อีกเยอะค่ะ
ถ้าเป็นเราแต่ก่อน เราจะคิดเสมอว่า “ฉันเก่ง ฉันพูดได้ 3 ภาษา และภาษาจีนของฉันก็อยู่ในระดับดีมาก”
ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ค่ะ หากเรายังคิดอยู่แบบนั้น เราจะไม่มีวันพัฒนาตัวเองค่ะ
ตอนนี้เราจึงเปลี่ยนความคิดมาเป็น “ฉันต้องพัฒนาตัวเองให้มากกว่านี้ ฉันต้องเก่งกว่านี้ให้ได้”
เห็นความแตกต่างไหมคะ… ไม่รู้สิ สำหรับเรา ถ้าเรายังอยู่ไทย เราคงไม่มีความคิดแบบนี้แน่นอน

นอกเรื่องไปไกล มาต่อกันที่เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า และบริษัทค่ะ
เพื่อนร่วมงานที่นี่ดีมากๆ โดยเฉพาะ คนในทีมเรา เค้าคอยสอน คอยให้กำลังใจ ทำให้เราผ่านจุดนั้นมาได้ค่ะ
สังคมทำงานที่นี่เค้าจะไม่ค่อยสนใจว่าคุณแต่งตัวยังไง ใช้ของแบรนด์ไหม ออกแนว independent ค่ะ
ส่วนหัวหน้า เราก็โชคดีได้หัวหน้าที่สบายๆ เค้าเข้าใจว่าเรายังอยู่ในช่วงปรับตัว เค้าก็จะบอกว่า ไม่ต้องเครียด
ส่วนบริษัทของเรา ก็เหมือนบริษัททั่วไปเลยค่ะ มีกาแฟ ชา ไมโล น้ำเปล่า ขนม นม เนยให้กินทุกวัน

สิ่งหนึ่งที่ชื่นชมมากๆคือประกันสุขภาพที่บริษัททำให้พนักงานทุกคน (รัฐบาลบังคับ)
เพราะถ้าหากว่าพนักงานป่วยแล้วต้องไปหาหมอ พนักงานก็มีสองทางเลือก
1. ไปหาหมอในคลินิคตามรายชื่อที่อยู่ในประกัน ในกรณีนี้ พนักงานไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายใดๆเลยทั้งสิ้น
แค่หาหมอ รับยากลับบ้านจบ (อ้อ อย่าลืมขอใบรับรองแพทย์ด้วยนะ)
2. ไปหาหมอคลินิคไหนก็ได้ แล้วสำรองเงินไปก่อน จากนั้นค่อยมาเบิกกับบริษัท

**วันนี้ จขกท ป่วย เลยไม่ได้ไปทำงาน และโชคดีมากที่คลินิคใกล้บ้านนั้นล้วนแต่อยู่ในรายชื่อประกัน
จขกท เลยไม่ต้องเสียสักบาท แถมได้ยามาเป็นกระบุง**
ยังไงใครที่กำลังคิดหางานทำที่ต่างประเทศ สิงคโปร์ ก็เป็นตัวเลือกที่ดีนะคะ
บ้านเมืองสะอาด ปลอดภัย แถมใกล้เมืองไทย เสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดยาวบินกลับบ้านสบายเลยค่ะ

ขึ้นชื่อว่าสิงคโปร์ ประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีทรัพยากรอะไรเป็นของตัวเองเลย และคนส่วนใหญ่คิดว่าค่าครองชีพของที่นี่สูง
จริงหรือไม่ลองมาอ่านประเด็นที่ จขกท เคย คิด วิเคราะห์ แยกแยะนะคะ

1. ในมุมมองหลายๆคน สิงคโปร์ถือเป็นประเทศที่มีค่าครองชีพสูง
สมมติข้าวมันไก่ข้างทาง ราคา 3 เหรียญ (สิงคโปร์ดอลลาร์) ตีกลับเป็นเงินไทยตกจานละ 75 บาท
ตั๋วหนัง ราคา 12.5 เหรียญ ตีกลับเป็นเงินไทย 313 บาท
เซ็ตอาหารเกาหลีสำหรับ 2 คน (ร้านดัง อยู่ในห้างย่านออชาร์ด) ราคา 50 เหรียญ ตีเป็นเงินไทย 1250 บาท
ถ้ามองในมุมที่เราทำงานที่ไทย ได้รับเงินเดือนเป็นเงินไทย รับรองว่าแพงค่ะ กินอะไรไม่ลงสักอย่างแน่นอน
แต่ถ้าเรามองในมุมที่เราได้รับเงินเดือนเป็นสิงคโปร์ดอลลาร์ละคะ?

ตัวอย่างที่ 1:
สมมติที่ไทย เงินเดือน 28000 บาท ข้าวมันไก่จานละ 35 บาท เราจะกินได้ 800 จานโดยประมาณ
สมมติสิงคโปร์ เงินเดือน 3000 เหรียญ ข้าวมันไก่ 3 เหรียญ เราจะกินได้ 1000 จาน

ตัวอย่างที่ 2:
สมมติที่ไทย เงินเดือน 28000 บาท ตั๋วหนังใบละ 180 บาท (เฉลี่ยนะคะ) เราจะดูหนังได้ 187 เรื่อง
สมมติสิงคโปร์ เงินเดือน 3000 เหรียญ ตั๋วหนังใบละ 12.5 เหรียญ เราจะดูหนังได้ 240 เรื่อง

ตัวอย่างที่ 3:
สมมติที่ไทย เงินเดือน 28000 บาท อาหารเกาหลีเซ็ต 2 คน 550 บาท เราจะกินได้ 50 ครั้ง
สมมติสิงคโปร์ เงินเดือน 3000 เหรียญ อาหารเกาหลีเซ็ต 2 คน 50เหรียญ เราจะกินได้ 60 ครั้ง
เปรียบเทียบแบบนี้แล้ว เพื่อนๆน่าจะเห็นภาพว่า ของทุกอย่างในสิงคโปร์ ถ้าคูณกลับเป็นเงินไทย แพงหมดทุกอย่าง
แต่ถ้าคุณได้รับเงินเดือนเป็นสิงคโปร์ดอลลาร์ จริงๆแล้วการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มันก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิด

2. น้ำที่สิงคโปร์แพงมาก
อันนี้เข้าใจถูกต้องแล้วค่ะ เพราะสิงคโปร์ไม่สามารถผลิตน้ำเองได้ทำให้ต้องซื้อน้ำมาใช้ ลองมาดูตัวอย่างค่ะ
สมมติที่ไทย เงินเดือน 28000 บาท น้ำเปล่าขวดละ 7 บาท (เฉลี่ยนะคะ) เราจะซื้อน้ำได้ถึง 4000 ขวด
สมมติสิงคโปร์ เงินเดือน 3000 เหรียญ น้ำเปล่าขวดละ 1 เหรียญ เราจะซื้อน้ำได้แค่ 3000 ขวด
*วิธีแก้คือซื้อเครื่องกรองน้ำ หรือกระติกกรองน้ำเล็กๆมาใช้เองค่ะ ราคาไม่กี่บาท ส่วนในออฟฟิศมีน้ำ ชา กาแฟฟรีค่ะ

3. ค่าบ้านแพง
อันนี้เข้าใจถูกต้องแล้วค่ะ เพราะสิงคโปร์เป็นเกาะเล็กๆ พื้นที่ไม่เยอะ ทำให้ค่าบ้านแพงมาก
อันนี้เราในฐานะคนต่างชาติหากต้องการมาซื้อบ้าน/คอนโดที่สิงคโปร์นี่ถือว่าเป็นเรื่องยากค่ะ
เพราะรัฐบาลที่นี่เค้าปกป้องคนในประเทศของเค้ามาก

ปรกติบ้านในสิงคโปร์แบ่งเป็น 2 แบบ     
1. HDB (คอนโดรัฐบาล)
คอนโดรัฐบาลจะขายในราคาไม่แพงและจะให้สิทธิ์คนสิงคโปร์ซื้อก่อนค่ะ คนต่างชาติซื้อได้แค่มือสองเท่านั้น
(จริงๆมีรายละเอียดยิบย่อยกว่านี้นะคะ แต่ขอไม่เอ่ยถึงค่ะ)
2. คอนโดเอกชน
คอนโดที่นี่ราคาสูง คนสิงคโปร์ซื้อได้ และคนต่างชาติก็มีสิทธิ์ซื้อได้เช่นกันแต่เงินดาวน์นั้นสูงมาก (กี่เปอร์เซ็นต์จำไม่ได้)
เพราะฉะนั้นเราต้องดูเป้าหมายเราก่อนค่ะว่าเรามาทำงานที่นี่แล้วกะซื้อบ้านอยู่ยาวไหม หรือกะแค่หาประสบการณ์
เพิ่มความสามารถทางด้านภาษาให้กับตัวเองแล้วค่อยกลับไทยหรือยังไง

ทีนี้เรามาลองดูการเปรียบเทียบเงินออมของมนุษย์เงินเดือนที่ไทยและสิงคโปร์กันค่ะ
1. ที่ไทย
จขกท เคยทำงานที่ไทย โดยได้เงินเดือน 27500 บาท มาดูรายจ่ายต่อเดือนกันค่ะ
    – ค่าน้ำมัน (อาทิตย์ละ 1500) เดือน 6000 บาท (ที่ทำงานไกลมากไปกลับวันละร้อยโล แต่ก่อนก็ใกล้กับรถไฟฟ้าเนี่ยแหละ แต่เค้าดันย้ายสำนักงาน ทำให้เราต้องขับรถ)
    – ค่าทางด่วน (ไป-กลับ วันละ 100) เดือน 2200 บาท (คิดแค่ 22 วันนะคะ ทางด่วนต้องขึ้นค่ะ ไม่ขึ้นไปไม่ถึง)
    – ค่าอาหาร 3 มื้อ (มื้อละ 50 บาทรวมน้ำดื่มด้วย) เดือนละ 4500 บาท
    – ค่าจิปาถะ (ช้อปปิ้ง หรือบางมื้อทานเกิน 50 บาทก็มาหักจากในนี้) เดือนละ 2500 บาท
    – ให้คุณแม่ (คุณพ่อบอกว่า เงินเดือนให้แบ่งให้คุณแม่ถือเป็นการกตัญญู) เดือนละ 1500 บาท
    **เรื่องเงินที่ให้พ่อแม่ ปรกติเราจะให้เป็นก้อนใหญ่ตอนตรุษจีนค่ะ แต่คุณพ่อบอกว่าทุกๆเดือนก็ควรให้ด้วย
    จากนั้นส่วนที่เหลือประมาณ 10000 บาท เราก็จะแบ่งเข้าพอร์ทหุ้นบ้าง เข้าบัญชีออมทรัพย์บ้าง

2.  ที่สิงคโปร์
เงินเดือน จขกท ตอนนี้ 3000 เหรียญ แล้วได้ shift allowance อีก รวมแล้วเดือนละ 3200 เหรียญ
    – ค่าที่พัก+น้ำไฟ เดือนละ 700 เหรียญ (เช่าคอนโดของรัฐบาลที่เจ้าของปล่อยเช่าอีกที ตอนก่อนเช่าก็ดูดีๆว่าจะได้ไปอยู่กับคนแบบไหน ของเราโชคดีมีเพื่อนหาให้เลยได้ดีหน่อย ส่วนเพื่อนคนจีนเราเค้าบอกชอบอยู่คอนโดเอกชนเพราะมีสระว่ายน้ำ มีฟิตเนส ของเค้าเดือนละ 900เหรียญ)
    – ค่าอาหาร 3 มื้อ ตีหยาบๆ 700 เหรียญ
*ค่าอาหารแล้วแต่ไลฟ์สไตล์นะคะ 3-5 เหรียญก็เหมือนกินข้าวแกงทั่วไป ถ้ากินดีหน่อย ตีไปเลยมื้อละ 10เหรียญขึ้น
    – ค่ารถไฟฟ้า (ไป-กลับวันละ 2.6 เหรียญ) เดือนละ 80 เหรียญ
    – ค่าเน็ตโทรศัพท์ เดือนละ 50 เหรียญ (จขกท ไม่มีความจำเป็นต้องโทรเข้าโทรออก เพราะใช้ไลน์อย่างเดียวค่ะ)
    – ค่าจิปาถะ (ช้อปปิ้ง ดูหนัง) 120 เหรียญ
    – ค่าตั๋วเครื่องบินโลว์คอส ไป-กลับ ไทย 200 เหรียญ (เดือนละครั้ง หรือสองเดือนครั้งก็ว่าไป)
สิ้นเดือนจะมีเงินเหลือ 1350 เหรียญ

*ถ้ามองในมุมทำงานเก็บเงินกลับไทย สำหรับเราถือว่าเหลือเยอะแล้วนะค่ะ
*แต่ถ้ามองในมุมใช้ชีวิตอยู่ยาวซื้อบ้านอยู่ที่นี่ อันนี้หืดขึ้นคอแน่นอนค่ะ  

***สิ่งที่น่าสนใจอย่างนึงคือ เงินที่เหลือ 1350 เหรียญ สามารถไปเที่ยวเกาหลีแบบแบ็กแพ็คได้สบายๆเลยค่ะ ส่วนเงินเดือนที่เหลือที่ไทย 10000 บาท อันนี้อาจจะต้องเก็บสัก 4-5 เดือน ถึงจะแบ็กแพ็คไปเกาหลีเองได้ เห็นความแตกต่างไหมคะ

*อยากแนะนำเพื่อนๆที่พูดได้หลายภาษา ทั้งสองภาษา สามภาษาลองพิจารณากันดูนะคะ
เพราะช่วงนี้เห็นเรทเงินเดือนที่ไทย โดยเฉพาะเรทสำหรับคนที่พูดจีนได้นี่น้อยมาก (เทียบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกวัน)
เอาใจช่วยทุกคนค่ะ สู้ๆ น๊า

ขอบคุณบทความจาก Imaladyinsg

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here