ทุกวันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก แจ๊ก หม่า เจ้าของบริษัทระดับโลกอย่าง Alibaba ซึ่งตอนนี้เขาก็ถือว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่รวยที่สุดในโลก ซึ่งมีสินทรัพย์รวมเกือบ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยการที่เขาเป็นประธานบริษัท Alibaba นั้น เขาได้นำบริษัทเข้าไปเป็นพลังในการขับเคลื่อนตลาด Ecommerce ของประเทศจีนทั้งประเทศ โดยบริษัทมีมูลค่าการตลาดสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์ และมีลูกค้าอยู่ 450 ล้านคนและมากขึ้นเรื่อยๆทุกปี ซึ่งตัวเขาเองนั้นถือว่าเป็นตัวแทนระดับโลกของธุรกิจจากประเทศจีน ซึ่งในปีที่แล้วนั้น เขาใช้เวลาถึง 800 ชั่วโมง ในการเข้าพบและเยี่ยมเยียน บุคคลสำคัญระดับประเทศมากมาย เช่น เจ้าชาย, ประธานาธิบดี, นายกรัฐมนตรี รวมถึงนักธุรกิจสำคัญของแต่ละประเทศ เขายังเคยแอบบ่นแบบติดตลกว่า นักบินอาชีพนั้นยังบินน้อยกว่าตัวเขาบินเสียอีก

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นมหาเศรษฐีหรือบุคคลที่มีอำนาจระดับประเทศนั้นเมื่อได้พบกับเขาแล้วต่างก็รู้สึกทึ่งในประสบการณ์และข้อมูลที่รู้จริงของเขาในด้านการทำการตลาดดิจิตอลซึ่งเขานั้นเริ่มสร้างกับกลุ่มเพื่อนเมื่อ 18 ปีที่แล้ว ที่เมืองหางโจว ในประเทศจีน ในตอนที่ นาย จิม คิม ประธานธนาคารโลก ได้เคยพบกับเขาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว โดยเป็นการทานอาหารเย็นที่ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งแจ๊ก หม่า ได้แต่งตัวแบบ ใส่รองเท้าแตะ มือก็ถือลูกประคำที่เอาไว้สวดมนต์ และนั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้ แต่ประเด็นนั้นไม่ได้อยู่ที่การแต่งตัวเลย นาย จิม คิม นั้นทึ่งกับความมุ่งมั่นในการทำการค้าระดับโลกของเขาที่พยายามรวบรวมเอาคนที่ทำธุรกิจเล็กและหลากหลายมารวมตัวกัน ซึ่งทำให้นาย จิม คิม นั้นต้องกลับไปคิดเรื่องนโยบายการพัฒนาการค้าระดับนานาชาติอีกครั้งเลยทีเดียว

 

มีอยู่ตัวอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับความมีมนุษยธรรมของ แจ๊ก หม่า ซึ่งตัวของ Jean Liu นั้นทำบริษัท Startup เกี่ยวกับการเรียกรถมารับผู้โดยสาร แบบ Uber แต่ให้บริการเฉพาะที่ประเทศจีน ชื่อ Didi Chuxing โดยตัวเธอเองนั้นรู้จักกับ แจ๊ก หม่า มาหลายปีและนับถือเขาโดยให้เป็นที่ปรึกษาที่สำคัญคนหนึ่ง (บริษัท Alibaba เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของ บริษัท Didi) แต่ที่น่าสนใจคือ เธอนั้นเรียนรู้สิ่งต่างๆผ่านความใกล้ชิดเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมากกว่าเป็นเพื่อนร่วมงานหรือผู้ถือหุ้น โดยเมื่อตัวเธอนั้นประทับใจที่ แจ๊ก หม่า นั้นเดินทางมาเยี่ยมเธอบ่อยตอนที่เธอป่วย โดยที่ความจริงเขานั้นไม่จำเป็นต้องมาเองก็ได้ ซึ่งเธอเองก็เปิดเผยว่า เขานั้นดูแลผู้คนที่อยู่รอบๆเขาได้อย่างดีเยี่ยมมากเลยทีเดียว

 

ทุกคนคงจำได้ที่มีภาพข่าวตอนที่ แจ๊ก หม่า นั้นเข้าพบ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วง 2 – 3 สัปดาห์ก่อนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้าพิธีสาบานเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งได้มีการเปิดเผยว่า ทรัมป์เองนั้น ยังไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับ Alibaba มากเท่าไหร่นัก แต่เขาเองนั้นก็ตื่นเต้นที่ได้ยินว่า คนจำนวนมากในประเทศจีนนั้นสนใจในการซื้อสินค้าจากบริษัทเล็กๆที่ตั้งอยู่ในประเทศอเมริกา ซึ่งนับว่าเป็นความต้องการมหาศาลที่จะทำให้เกิดรายได้และการสร้างงานอย่างมหาศาลในประเทศอเมริกาเลยทีเดียว ซึ่งตอนที่ แจ็ก หม่า ได้นั่งพูดคุยด้วยนั้น ได้ให้คำสัญญาว่า Alibaba นั้นจะสร้างให้เกิดอัตราการจ้างงานกว่า 1 ล้านอัตราในประเทศอเมริกาในอีก 5 ปีข้างหน้า ซี่งตรงนี้เหมือนเป็นเพลงแห่งชัยชนะที่แสนหวานให้แก่ท่านประธานาธิบดีทรัมป์เลยทีเดียว หลังจากที่ได้มีการเจรจาพูดคุย ท่านประธานาธิบดีได้ประกาศต่อหน้าสื่อที่มารอทำข่างตรงล็อบบี้ของตึก Trump Tower ว่า “มันช่างเป็นการนัดเจอที่ยอดเยี่ยมมาก แจ๊ก และ ผม เรากำลังทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดร่วมกันในเร็วๆนี้”

 

ในเวลานั้นไม่ใช่เพียงท่านประธานาธิบดีที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Alibaba แต่เป็นตลาดหุ้นของอเมริกาด้วยเช่นกัน ที่สามารถเรียกเงินลงทุนได้ถึง 2 หมื่น 5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการเปิดตัวบริษัท Alibaba ให้กับนักลงทุนชาวตะวันตกอย่างเป็นทางการ ซึ่งถ้าไม่ทำแบบนี้ บริษัทของ แจ๊ก หม่าจะเป็นเหมือนบริษัทลึกลับสำหรับชาวต่างชาติที่คนชาวจีนเท่านั้นถึงรู้จักซึ่งจะไม่เป็นสิ่งที่ดีอย่างแน่นอน โดยเหตุลผลง่ายๆแต่สำคัญคือ แจ๊ก หม่า ต้องการแนะนำให้ชาวโลกได้รู้จักบริษัทของเขา เพราะตอนนี้ยังมีลูกค้าชาวต่างชาตินอกจากชาวจีนรออยู่อย่างมหาศาล ซึ่งรอเพียงการแนะนำตัวและการให้ความรู้ด้านการเข้าใช้บริการของบริษัท Alibaba

 

ถ้าเรามาดูที่วิสัยทัศน์ของเขานั้น ซึ่งจะเน้นเทคโนโลยีด้าน การ ซื้อ, ขาย, การเงิน และการส่งออกสินค้าเป็นหลักซึ่งตรงนี้เป็นแพลตฟอร์มดิจิตอลที่ทาง Alibaba กำลังสร้างให้ครอบคลุมทั่วโลก ซึ่งที่ผ่านมานั้น แจ๊ก หม่า พยายามทำให้ตัวเขาเองนั้นเป็นเหมือนกับผู้นำของโลกยุคใหม่ ในตอนนี้ก็ถือว่าเขาเองก็ประสบความสำเร็จในการเป็นนักธุรกิจจีนคนแรกที่สามารถพาบริษัทระดับประเทศให้โด่งดังได้ในระดับเวทีโลก ในการที่ แจ๊ก หม่าเดินทางทั่วโลกนั้น เขาได้โปรโมทให้ลดการกีดกันการค้าในระหว่างประเทศ โปรโมทการให้ความรู้และเผยแผ่การทำความสามารถรวมถึงแนวคิดของเขา รวมถึงการสนับสนุนและให้ความสำคัญกับการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับประถม ซึ่งวิสัยทัศน์ในระดับโลกของเขาเองนั้นได้สอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายของประธานาธิบดีของประเทศจีน สี จิ้นผิง และนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เป็นอย่างดี

 

ด้วยความที่โลกนี้เต็มไปด้วยเหล่าผู้นำที่เก่งมากมาย แจ๊ก หม่า ก็ได้สร้างกลยุทธ์ที่ซับซ้อนขึ้นอีก อย่างที่เรารู้กันว่า ประเทศจีนนั้นเป็นตลาดที่ใหญ่มหาศาลมาก แถมยังเป็นตลาดที่มีการเจริญเติบโตเร็วมากเช่นกัน ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะคิดว่าทำการตลาดที่ประเทศจีนก็เพียงพอแล้ว แต่ แจ๊ก หม่า นั้นไม่ได้มองแค่นั้น เขามองว่า ในตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆที่เขายังเป็นเจ้าตลาดในจีน แต่ในอนาคตนั้นเมื่อต่างชาติเห็น ก็อาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นแน่นอน ซึ่งตอนนี้ทำให้ตัวเขาเองนั้นก็ต้องเริ่มทำก่อนในตอนที่คู่แข่งนั้นยังอยู่ห่างไกล โดยเขาได้พัฒนาและประกาศชื่อเสียงให้คนทั่วโลกได้รู้จักก่อน รวมถึงได้สร้างความเชื่อถือให้ตัวของ แจ๊ก หม่า และ ตัวของบริษัท Alibaba เอง ซึ่งจะเป็นตัวที่สร้างกำแพงป้องกันเจ้าอื่นเป็นอย่างดี

 

ข้อมูลเพิ่มเติมของ บริษัท Alibaba

ก่อตั้ง: 1999

พนักงาน: 46,819 คน

สำนักงานใหญ่: เมืองหางโจว ประเทศจีน

จำนวนผู้ซื้อต่อปีที่มีการซื้อขายต่อเนื่อง: 433 ล้านคน

จำนวนประเทศที่เป็นผู้ซื้อโดยผ่าน Alibaba: มากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก

รายได้ต่อปี: 21.7 พันล้านดอลลาร์

กำไรต่อปี: 5.8 พันล้านดอลลาร์

มูลค่าทางการตลาด: 264 พันล้านดอลลาร์

 

การวางตำแหน่งเพื่อต่อสู้กับ ยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon

ถ้าคุณจะเปรียบเทียบกันแล้ว แจ๊ก หม่า นั้นต้องเข้าสู้กับยักษ์ใหญ่แห่งวงการ Ecommerce อย่าง Jeff Bezos ซึ่งเป็น CEO ของ Amazon อย่างแน่นอน ซึ่งทางนิตยสาร Fortune เคยจัดอันดับขึ้นเป็นที่ 1 ของผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่ถ้าให้พูดถึงความเหมือนของสองคนนี้แล้ว คือ ทั้งสองคนมีความมุ่งมั่น มีปรัชญาการบริหารและการจัดการที่น่าสนใจ และการลงทุนในธุรกิจต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยตอนนี้ แจ๊ก หม่า นั้นลงทุนซื้อกิจการไว้ในหลายวงการไว้มากมาย สิ่งน่าแปลกใจก็คือ เมื่อเปรียบเทียบสองบริษัทนี้เมื่อออกมาเผชิญหน้ากันนอกบ้านตัวเอง กลับเป็นว่า Alibaba นั้นกลับทำกำไรได้ดีกว่าทาง Amazon และมากไปกว่านั้น ทางของ แจ๊ก หม่า เองนั้นก็มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกลับทั้งรัฐบาลของประเทศจีนและประเทศอเมริกาอีกด้วย

ในตอนนี้ แจ๊ก หม่า ถือว่าได้ปักธงและยืนยิ้มอยู่ที่ทำเนียบขาวที่อเมริกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เขาก็ต้องทำตามที่สัญญาไว้กับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ว่าจะสร้างอาชีพทำธุรกิจขนาดย่อมให้กับคนอเมริกา 1 ล้านคน ในการทำ Ecommerce ที่หลากหลาย โดยเน้นไปที่เว็บไซต์ Taobao ซึ่งเป็นเว็บไซต์ขายของขนาดใหญ่สำหรับบุคคลที่ขายของธรรมดา และ เว็บไซต์ Tmall สำหรับสินค้าแบบจับตลาดบน ในประเทศจีนนั้น Alibaba ได้มีร้านค้าถึง 10 ล้านร้านค้า ซึ่งประมาณการสร้างอาชีพให้คนจีนได้ถึง 30 ล้านคนเลยทีเดียว โดยทาง Alibaba นั้นได้ประเมินว่า ในธุรกิจของอเมริกานั้นที่เข้ามาขายในเว็บของ Alibaba โดยปรกติจะจ้างงาน 1 คน เพราะฉะนั้นคิดรวมๆคือสร้างงานประมาณ 1 ล้านอัตราให้กับประเทศอเมริกา

ซึ่งตอนนี้ Tmall ของ Alibaba นั้นได้มีแบรนด์ต่างๆของอเมริกาเริ่มทำการเปิดขายให้กับลูกค้าที่ประเทศจีนกว่า 7,000 ร้านค้า ซึ่งได้มีตัวอย่างร้านค้าที่เริ่มประสบความสำเร็จ คือ ร้านขายรองเท้ากีฬาชื่อ Stadium Goods ที่อยู่ในย่านโซโห เมืองแมนฮัตตัน ซึ่งเมื่อปีที่แล้วทาง Alibaba ได้เปิดอบรมให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบการซื้อขายใน Alibaba ซึ่งทางเจ้าของร้านเองนั้นได้ใช้พนักงานเพียง 3 คน ที่สามารถเขียนภาษาจีนได้ในการทำเปิดการขายในช่องทางของ Alibaba เขาได้กล่าวว่าประเทศจีนนั้นเป็นโอกาสที่ใหญ่มาก เพราะต่อปีนั้นร้านเขามีการซื้อขายประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ ซึ่ง 90 เปอร์เซ็นต์นั้นเน้นด้านออนไลน์ และภายในปีเดียว ยอดขายของ Alibaba (หรือ Tmall) คิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทางออนไลน์ทั้งหมด

สรุป 3 กลุยุทธ์ที่ แจ๊ก หม่า ใช้เพื่อให้ประสบความสำเร็จ

จากความสำเร็จที่พวกเรานั้นทราบกัน แจ๊ก หม่า นั้นไม่ใช้เพียงนักธุรกิจธรรมดาอย่างแน่นอน เราไปดู 3 กลยุทธ์ของความสำเร็จกันเลย

1.     กลยุทธ์ตัวเบา

Alibaba นั้นเป็นเพียง platform ไม่ใช่คนขายสินค้า ซึ่งทำให้เขาไม่ต้องแบกค่าสินค้ารวมถึงค่าโกดังเก็บสินค้ามหาศาล และยังเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทขนส่งแทนการเป็นเจ้าของเอง เพราะไม่ต้องซื้อรถสำหรับขนส่งและโกดังจำนวนมาก

2.     ไปให้ถึงเวทีโลก

แจ๊ก หม่า พยายามผลักดันให้เกิดการค้าขายในระดับโลก ยิ่งถ้าได้ทุกร้านค้าที่อยู่บนโลกนั้นจะดีที่สุดให้มาขายของในเครือข่ายของ Alibaba

3.     วางแผนเกษียณอายุแบบดีๆล่วงหน้า

คุณรู้หรือไม่ว่า แจ๊ก หม่า นั้นคิดถึงการเกษียณจากบริษัทที่เขาสร้างขึ้นมากับตั้งแต่เขาอายุ 45 หรือ 7 ปีที่แล้ว เพราะเขามีความคิดว่า ควรให้โอกาสคนรุ่นใหม่มาทำบ้าง ไม่ใช่ยึดตัวเองเป็นหลักจนไม่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงฝีมือ และมากไปกว่านั้น เขามีความเชื่อว่า เขาขอตายบนขายหาดมากกว่าตายในห้องทำงานของตนเอง

หวังว่าทุกคนได้รู้เรื่องของ แจ๊ก หม่า มากพอที่จะเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานและทำธุรกิจต่อไป Advanced Business Magazine ขอเป็นเพื่อนคู่คิดและเติมไฟการทำงานของทุกๆท่าน

 

Source: Fortune.com

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here