SWOT เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ง่ายๆแต่เป็นเครื่องมือที่ยิ่งใหญ่เป็นอย่างยิ่ง ถ้าคุณนั้นเป็นผู้กระกอบการแล้วนั้น SWOT เป็นมากกว่าเครื่องมือการพัฒนาทางกลยุทธ์ที่จะช่วยทางด้านการตลาด แต่ยังเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้กิจการคุณประสบความสำเร็จอีกด้วย เพราะฉะนั้นเราควรศึกษาอย่างถ่องแท้  แต่อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ เรามี SWOC Analysis เข้ามาเพิ่มเติม หรือบางคนอาจจะเรียกได้ว่ามาแทนที่ SWOT กันเลยทีเดียว เรามาดูข้อแตกต่างและวิธีใช้กัน

จุดแรก เรามาดูกันก่อนว่า SWOC ในแต่ละตัวนั้นย่อมาจากอะไรบ้าง

S = Strengths

W = Weaknesses

O = Opportunities

C = Constraints

ซึ่งจะต่างจาก SWOT ตรงตัวสุดท้ายที่มาจาก T = Threats

โดย Threats เป็นปัจจัยภายนอกที่มาจากปัจจัยเหล่านี้ การเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม และ เทคโนโลยี ยกตัวอย่างเช่น

การพัฒนาทางเทคโนโลยีมีผลกระทบต่อการเสนอขาย

การเปลี่ยนไปของตลาดเป็นผลมาจากความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนไป

หรือกระทั่งผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาล หรือ การเรียกเก็บภาษี เช่น ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้นโยบายกีดกันการค้า ดูต่อบทความได้จากลิ้งค์ https://goo.gl/ZM91ai

เรามาเริ่มกันเลย SWOC  คืออะไร

SWOC นั้นเป็นเครื่องที่ช่วยวิเคราะห์เพื่อหาปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อความสำเร็จและการเจริญเติบโตของบริษัท

ทำไมถึง เปลี่ยน จาก T เป็น C

โดยแรกเริ่มแล้วนั้น T หรือ Threats นั้นใช้ในวงการทหาร ส่วน C นั้นมาจาก Challenge หรือ Constrains ซึ่งจะให้ความหมายในแง่บวกมากกว่า  ซึ่งโดยตัวความหมายแล้ว Challenge  จะแปลว่า อุปสรรคที่คุณสามารถก้าวผ่านได้เพื่อชนะคู่ต่อสู้ของคุณ  เช่น

อะไรที่คู่ต่อสู้ทำแต่เราไม่ทำ

ความท้าทายใหม่ในอนาคตที่มีผลต่อบริษัทเรามีอะไรบ้าง

หรือ ปัจจัยภายนอกอะไรบ้างที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแล้วมีผลต่อบริษัท

ซึ่งจะต่างจาก Threats ที่มีความหมายถึงอุปสรรคที่มาทำลายบริษัท แต่ Challenge  เป็นอุปสรรคที่เราสามารถผ่านไปได้เมื่อมีการจัดการอย่างเหมาะสม

ซึ่งตัว SWOC นั้นจะเป็นประโยชน์เป็นอย่างยิ่งเมื่อใช้เพื่อสนับสนุน  vision, mission, และ objectives ของบริษัทที่มีอยู่แล้ว หรือเมื่อตอนที่คุณหาไอเดียทางธุรกิจ สร้างธรุกิจใหม่หรือสินค้าใหม่  เมื่อเรารู้แล้วว่าใช้งานอย่างไร ก็ลองเอาไปใช้กันดูเลยครับ

 

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here