พระราชดำรัสในหลวง “กับเพื่อนร่วมงาน”

      “ ไม่ใช่แค่คำว่าทำงานร่วมกัน…… อยู่ร่วมกันไม่น้อยกว่าวันละ 8 ชั่วโมง….ทุกวัน….ไม่เพียงแต่พูดคุยกันเรื่องงาน  หากแต่จะต้องมีความรู้สึกที่ดีต่อกันด้วย…….แม้จะมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียด……..สู้ปล่อยตัวให้สบายๆ………พบกันถือว่ามีวาสนาต่อกัน……..อยู่ด้วยกันก็ควรจะเข้าใจ…….ให้อภัย………และใส่ใจซึ่งกันและกัน”

       ณ ทุกวันนี้  ผมอยู่ในวัยเกษียณมาหลายปีแล้ว  และตามสภาพคนสูงอายุ  มักจะคิดคำนึงถึงอดีตที่ผ่านมา  คิดถึงเจ้านาย  ผู้บังคับบัญชาในอดีต  เพื่อนร่วมงานในอดีต  ซึ่งมีทั้งความประทับใจและความไม่ประทับใจบ้างตามวิสัยของมนุษย์  คำว่าเพื่อนร่วมงาน  ซึ่งบางท่านใช้คำว่าผู้ร่วมงาน  ซึ่งความแตกต่างของสองคำนี้  ก็คงชัดเจนตามพระราชดำรัสในหลวง  กล่าวคือผู้ร่วมงาน  เป็นเพียงคนที่ใช้ชีวิตทำงานด้วยกันวันละแปดชั่วโมงขึ้นไป  พูดคุยกันในเรื่องงาน  แต่ถ้าความรู้สึกเป็นเพื่อนร่วมงาน  คำว่าเพื่อนทำให้ลึกซึ้งแตกต่างกันคือ มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน  แม้ว่าจะมีความตึงเครียด  ก็ปล่อยตามสบาย  ใจให้อภัย  และใส่ใจกันและกัน

         เพื่อนในวัยเด็กถึงวัยรุ่น  แทบจะไม่เหลือใคร  เราต่างมองว่าเพื่อนอาจทำให้เราเสียเวลา ไม่ตั้งใจเรียน เลยไม่ได้ผูกพัน  และก็แยกย้ายไปคนละทาง

เพื่อนตอนเรียนมหาวิทยาลัย  โตแล้ว เออน่าจะคบกันและยืนยาว  เราต่างคนก็ต่างมุ่งมานะเรียน  เพราะวิชาเรียนมีเยอะ  เลยขาดความเป็นเพื่อน

พอวัยทำงาน  น่าจะมีความสัมพันธ์กันดีกับเพื่อนร่วมงาน  เพราะเริ่มรู้เรื่อง  โตแล้ว  แต่ไม่ได้หาความสุขกับการมีเพื่อนเลย  กลายเป็นสงครามเล็กๆในที่ทำงาน  รอว่าเป็นผู้บริหารแล้วจะสร้างTeam Work ได้แน่  แต่หาเป็นอย่างนั้นไม่  ระหว่างผู้บริหารด้วยกัน  ต่างก็มีอาณาจักรของตนเอง  พอกับผู้ใต้บังคับบัญชาก็มองเป็นคนละระดับ  เลยเข้ากันไม่ได้อีก

       ห้าสิบกว่าปีในการทำงาน  เป็นต้น  ในช่วงวัยทำงาน  ช่วงอายุยี่สิบถึงสี่สิบปี กำลังมุ่งมั่นหวังความก้าวหน้า  มักจะมีเรื่องกระทบกระทั่งกับผู้ร่วมงานอยู่บ่อย ๆ  เพราะต่างคนต่างมองว่า  งานเป็นการแข่งขัน  ต้องเอาชนะ  ต้องได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้นก่อนกัน  กับบางคน ไม่มองหน้ากัน  ไม่เป็นเพื่อนกัน  จนถึงทุกวันนี้  และในบางคนก็ไม่มีโอกาสได้ทำความเข้าใจ  อภัยทางวาจา  และเป็นมิตรที่ดีต่อกันเลย  บางคนได้จากโลกนี้ไปแล้ว  บางคนก็ติดต่อกันไม่ได้  เพราะไม่รู้ว่าไปอยู่ ณ แห่งใด  ถ้าย้อมกลับไป  ผมคิดว่า  ทั้งผมและเพื่อนร่วมงานน่าจะมีวุฒิภาวะที่ดีกว่านั้น  และทำให้สัมพันธภาพทำงานด้วยกันไปได้ด้วยดี  และมีความสุขในวัยชรามากกว่า  เพียงพระราชดำรัสในหลวงไม่กี่ประโยค  ก็ควบคุมคำว่าเพื่อนร่วมงานได้ครบถ้วน…มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน…แม้ว่างานจะตึงเครียด  แต่ปล่อยตัวสบาย ๆ  ถือเป็นวาสนาหรือบุญกุศลที่เราได้ทำงานด้วยกัน …ต้องเข้าใจกัน…ให้อภัยกัน….และใส่ใจซึ่งกันและกัน

ที่สุด ก็สัจธรรมของชีวิต  อนิจจังสังขารนั้นไม่เที่ยง  มีเท่าไรตายเกลี้ยงไม่เหลือหรอ…จะเจริญก้าวหน้า หรือไม่ก้าวหน้า  ก็จบลงเหมือนกัน  เอาเป็นเอาตายกันไปทำไม  สู้เป็นมิตรที่ดีต่อกันไม่ดีกว่าหรือ  จะได้มีความสุขในช่วงที่เรามีชีวิตอยู่

เพื่อนร่วมงานมีความแตกต่างกัน  ซึ่งเกิดขึ้นจากกรรมพันธุ์บ้าง  สภาวะทางครอบครัว  สภาวะแวดล้อมในที่อยู่อาศัย  สถานการศึกษา    สังคมพื้นบ้านเดิม  และสังคมที่ทำงานในอดีตแตกต่างกัน  ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้มีวุฒิภาวะแตกต่างกัน  เพื่อนร่วมงานบางคนเห็นแก่ตัว  เห็นแก่ได้  คอยเอารัดเอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน    บางคนก็อารมณ์ร้อนเอาแต่ใจตนเอง  ไม่ยอมฟังใคร  พฤติกรรมที่แตกต่างกัน  เพื่อนชอบกินเหล้า เล่นการพนัน  ในขณะที่ผมเป็นคนตระหนี่ ไม่ชอบสังสรรค์กับเพื่อนๆ  ดูเป็นคนบ้างานเกินไป  ที่หนีไม่พ้น  เหตุที่ทำให้ความเป็นเพื่อนขาดสัมพันธภาพลงไปคือการชิงความเก่งความสามารถเพื่อแข่งขันตำแหน่งหน้าที่  ทำให้เกิดการเห็นแก่ตัว  ไม่ยอมแบ่งปันช่วยเหลือกัน  ผมคิดไปว่า  เป็นนโยบายของผู้บังคับบัญชา  ซึ่งเป็นเหตุให้ความเป็นเพื่อนลดลงไป  จึงขาดความผูกพันและถึงปัจจุบัน  ผมนับดูแล้วมีเพื่อนรู้ใจ

และเป็นเพื่อนจนถึงวัยนี้ไม้ถึงฝ่ามือหนึ่ง  คือน้อยนัก  ถ้านับเปอร์เซ็นต์ผู้ร่วมงาน  จะเหลือคนรู้ใจที่เรียกว่าเพื่อนร่วมงานไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์

พฤติกรรมของเพื่อนร่วมงานที่เราต้องตั้งรับ  และอาจจะเป็นตัวเราเองก็ได้ มี 6 ประเภท คือ

  1. ประเภทผู้เคราะห์ร้าย ลักษณะจะเป็นคนที่ท้อแท้สิ้นหวัง  หมดอาลัยตายอยาก  พบแต่ความล้มเหลว  พร่ำบ่นคร่ำครวญ  เรียกร้องความสงสาร  ให้คนอื่นรู้สึกว่าไม่ใช่ตนเองไม่มีความสามารถ  แต่โทษดินฟ้าอากาศ  โทษผลิตภัณฑ์สู้บริษัทอื่นไม่ได้   โทษระบบไม่ดี  และย้ายที่ทำงานบ่อย ๆ
  2. ประเภทผู้เจนจัดในเล่ห์เหลี่ยม คนชนิดนี้  ปกปิดตัวเอง  ชอบโกหก  แสดงออกด้วยความก้าวร้าว  ให้คนกลัว  สร้างภาพว่าตนเองเป็นคนมีฝีมือ  เป็นคนเก่ง  ชอบระแวงเพื่อร่วมงาน  และชอบแก้แค้นเอาแต่ได้
  3. ประเภทผู้ต่อต้าน ข้ามาคนเดียว  ข้าทำคนเดียว  ไม่เป็นมิตรเป็นเพื่อนกับใคร  ไม่กลัวใครหรืออะไรทั้งสิ้น  ชอบข่มขู่ คุกคามเพื่อนร่วมงาน
  4. ประเภทผู้เอาตัวรอด หน้าไหว้หลังหลอก  ต่อหน้าชมลับหลังด่า  ซื่อตรงบ้างไม่ซื่อตรงบ้าง  เมินเฉยไม่แยแสสิ่งใดหรือใคร ๆ  เอาชีวิตรอดเท่านั้น
  5. ประเภทผู้สร้างสรรค์ ประเภทนี้มองโลกในแง่ดี  มองเพื่อนร่วมงานในแง่บวก  สนใจในงานต่าง ๆ  มุ่งผลลัพธ์รวมขององค์กร  ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเมื่อมีเหตุผล  หรือได้พิสูจน์แล้ว
  6. ประเภทผู้นำ เป็นคนรับผิดชอบต่อพฤติกรรมและการปฏิบัติงานของตน  ซื่อตรง  มองงานรอบด้าน  ทำงานมีความสุข  สนุกกับชีวิต  เมื่อมีปัญหาหรืออุปสรรค  มองปัญหาอุปสรรคให้เป็นโอกาส  “ ล้มเหลวได้แต่เลือกที่จะลุกขึ้นและสู้ต่อไป  ไม่ล้มเลิก “

เราตัดสินได้ว่าพฤติกรรมประเภทที่หนึ่งถึงสี่  เป็นพฤติกรรมที่มีผลลัพธ์ทางลบให้กับตนเองและองค์กร  ถ้าองค์กรไหนมีสี่ประเภทนี้จำนวนมาก  ผู้บริหารจะปวดหัว  และองค์กรนั้นจะมีปัญหา  ธุรกิจจะถดถอย  แต่ถ้ามีประเภทที่ห้าและหก  องค์กรนั้นจะเป็นองค์กรแห่งความสุข  คนที่มีพฤติกรรมทางอารมณ์ที่ดีททจะมีความสุข  เป็นคนมีประสิทธิภาพส่งประสิทธิผลที่ดีให้กับองค์กร  องค์จะได้คนมีเหตุผล  รับผิดชอบ  ซื่อสัตย์  มีความคิดสร้างสรรค์  และเป็นที่ไว้วางใจได้  เพราะเขาจะสร้างความกระตือรือร้นให้กับตนเอง  จะทำประโยชน์ให้แกเพื่อนร่วมงาน

องค์กรที่ประสบความสำเร็จ  ต้องเกิดจากบุคลากรที่ประสบความสำเร็จ  บุคลากรที่ประสบความสำเร็จต้องมีวุฒิภาวะทางอารมณ์   ปัจจุบันด้วยการแข่งขันทางธุรกิจนั้นมากจนแทบทำให้องค์กรมุ่งพัฒนาทางด้านเทคนิค  ด้านการงาน  มากกว่าที่จะหลอมดวงใจของคนทำงานให้เป็นเพื่อนร่วมงาน  การพัฒนาด้านจิตใจ  สร้างจิตใต้สำนึกที่ควรมีกับเพื่อนร่วมงานและองค์กร

“ เมื่อไม่ได้ พัฒนาด้านจิตใจ      พัฒนาอื่นใดก็ไร้ผล

การพัฒนาต้องเริ่มที่ใจคน     จะเกิดผลพัฒนาที่ถาวร”

 

 

 

 

 

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here