ในปัจจุบัน สถานการณ์เศรษฐกิจของโลกและของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้า แรงงาน และทุนโดยเสรี ภาษีการนำเข้าสินค้าลดลง พื้นที่ตลาดกว้างขึ้น การแข่งขันรุนแรงมากขึ้น รวมทั้งการค้ายุคใหม่มีความเชื่อมโยงกับประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น ในขณะเดียวกัน นานาประเทศต่างปรับตัวและพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ประเทศไทยจึงต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อยืนหยัดอยู่ในตลาด AEC และเวทีการค้าโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน เพื่อก้าวไปสู่การเป็นชาติที่ใช้ความเข้มแข็งทางการค้าเป็นตัวขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของประเทศ เพื่อสร้างและรักษาความเป็นผู้นำทางการค้าทั้งในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ

ที่ผ่านมา หลายประเทศให้ความสนใจไปที่การค้าภาคบริการมากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบัน ภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจบนฐานการผลิต (Production-based Economy) เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจฐานบริการ (Service-based Economy) เช่นเดียวกันกับประเทศไทย ภาคบริการของไทยมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 60.8 ของ GDP นอกจากนี้ แม้ภาคการส่งออกสินค้าของไทยจะมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่การส่งออกบริการกลับขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยจากสถิติตัวเลขการส่งออกบริการของไทยมีการขยายตัวสูงถึงร้อยละ 14.9 ในปี พ.ศ. 2558 และขยายตัวสูงถึงร้อยละ 18.8 ในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2559 เทียบกับการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ดังนั้นแล้ว ประเทศไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการค้าภาคบริการมากขึ้น เพื่อที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่โมเดล “ประเทศไทย 4.0” ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น ช่วยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและปรับเปลี่ยนไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วได้ในที่สุด

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ ศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการวางแผนการจัดทำยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งทางการค้า ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือน กันยายน พ.ศ. 2558 โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูล ทั้งจากการจัดสัมมนากลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการที่เกี่ยวข้อง และจากการเก็บข้อมูลจากการศึกษาดูงานเพื่อหาแนวทางการศึกษาที่ดี พร้อมวิเคราะห์และจัดทำออกมาเป็นยุทธศาสตร์ทางการค้า แบ่งออกเป็น 3 ภาค ได้แก่ ยุทธศาสตร์การค้าสินค้าภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ นอกจากนี้ ยังได้ทำการคัดเลือกอุตสาหกรรมที่น่าสนใจที่จะส่งเสริม โดยใช้การวิเคราะห์ทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ พิจารณาจากความเข้มแข็งของอุตสาหกรรม ศักยภาพของตลาด วิเคราะห์ S-curve และผลกระทบเชิงสิ่งแวดล้อม (Green และ Clean) ต่อประเทศไทย จากผลการศึกษา ได้กำหนดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ของแต่ละภาค โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. วิสัยทัศน์ของ การค้าสินค้าภาคเกษตร คือ “สินค้าเกษตรไทย ก้าวไกลสู่ตลาดโลก” มีวัตถุประสงค์เพื่อ ส่งเสริมสินค้าเกษตรไทยให้มีความหลากหลาย พัฒนาให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ขยายโอกาสทางการค้าโดยเชื่อมโยงเกษตรกรสู่ตลาดโลก ส่งเสริมระบบตลาดที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม รวมทั้งพัฒนาระบบกระจายความเสี่ยงของธุรกิจภาคเกษตร โดยหนึ่งในตัวอย่างกลยุทธ์ภาคเกษตร เช่น กลยุทธ์สร้างตลาดรับซื้อสินค้าเกษตรที่เป็นธรรมเกษตรหรือกลยุทธ์ส่งเสริมให้มีผู้ประกอบการใหม่ๆ ในตลาดรับซื้อและตลาดปัจจัยการผลิต ภายใต้ยุทธศาสตร์เพิ่มประสิทธิภาพของตลาดรับซื้อสินค้าเกษตรและตลาดปัจจัยการผลิต เป็นต้น โดยสาขาในภาคเกษตรที่ถูกเลือกมาประกอบไปด้วย 5 สาขา ได้แก่ สาขาปศุสัตว์ สาขาประมง สาขาอ้อยและน้ำตาล สาขามันสำปะหลัง และสาขาสมุนไพรไทย
  2. การค้าสินค้าภาคอุตสาหกรรม มีวิสัยทัศน์ คือ “สินค้าอุตสาหกรรมไทย ไว้ใจทั่วโลก” เนื่องจากในปัจจุบัน ตลาดหลักของผู้ประกอบการไทยในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในส่วนของผู้ประกอบการที่มีการพัฒนาตราสินค้าเป็นของตนเอง ยังเน้นไปยังตลาดภายในประเทศและระดับภูมิภาค ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องทำการส่งเสริมสนับสนุน ให้ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพพอที่จะขยายตลาดไปสู่ระดับสากลได้โดยลดการพึ่งพาการรับจ้างผลิต (OEM) จากบริษัทต่างประเทศเป็นหลัก โดยหนึ่งในตัวอย่างกลยุทธ์ภาคอุตสาหกรรม เช่น กลยุทธ์สนับสนุนและเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 ระบบออโตเมชั่น และโรโบติกส์ จากทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการค้าการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 เป็นต้น โดยสาขาภาคอุตสาหกรรมที่ถูกเลือกมาประกอบไปด้วย 3 สาขา ได้แก่ สาขาเครื่องสำอาง สาขาอาหารแปรรูป และสาขาวัสดุสีเขียว
  3. สำหรับ การค้าภาคบริการ มีวิสัยทัศน์ คือ “การพัฒนาชาติให้ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยภาคบริการอย่างแท้จริง (Service-based Economy)” อันเป็นผลเนื่องมาจากพลวัตการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มของแรงงานที่จะเข้าสู่ภาคบริการมากยิ่งขึ้น โดยสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศหรือสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจให้เอื้ออำนวยต่อประกอบธุรกิจภาคบริการและการแข่งขันในตลาดอย่างเสรี โดยหนึ่งในตัวอย่างกลยุทธ์ภาคบริการ เช่น กลยุทธ์การปรับปรุงกลไกกำกับควบคุมภาวะการแข่งขันในตลาดบริการให้มีความเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพ หรือกลยุทธ์ลดอุปสรรคการเข้าถึงตลาด ภายใต้ยุทธศาสตร์การปรับแก้ไขกฎหมายและระเบียบต่างๆ เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการแข่งขัน เป็นต้น โดยสาขาภาคบริการที่ถูกเลือกมาประกอบไปด้วย 3 สาขา ได้แก่ สาขาบริการส่งเสริมสุขภาพ สาขาภาพยนตร์และแอนิเมชั่น และสาขาธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับอาหาร

โดยแต่ละสาขาในแต่ละภาค ต่างมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ภาคเกษตรป้อนวัตถุดิบเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูป และนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการค้าในภาคบริการ โดยอุตสาหกรรมปศุสัตว์และประมงในภาคเกษตรจะส่งวัตถุดิบเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปของภาคอุตสาหกรรม และนำไปต่อยอดในรูปแบบอาหารต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้ในธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ส่วนการส่งเสริมพัฒนาสมุนไพรไทยในภาคเกษตรสามารถนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับเครื่องสำอางในภาคอุตสาหกรรมโดยนำสารสกัดจากธรรมชาติมาเป็นส่วนประกอบ และเครื่องสำอางนี้จะถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมสปาและการให้บริการเพื่อสุขภาพกับผู้บริโภคในภาคบริการ หรืออีกหนึ่งความเชื่อมโยงคือ การนำผลิตภัณฑ์หรือผลพลอยได้จากมันสำปะหลังและอ้อยมาแปรรูปเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตวัสดุสีเขียว

โครงการดังกล่าวคาดว่าจะดำเนินการสำเร็จภายในปี พ.ศ. 2559 และจะมีการดำเนินการจัดประชุมสัมมนาเชิงวิชาการเพื่อนำเสนอผลสำเร็จของโครงการต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อสร้างการรับรู้ และกระตุ้นการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและเผยแพร่ยุทธศาสตร์ และนำไปปฏิบัติใช้จริงของยุทธศาสตร์ทั้ง 3 ภาค และ 11 อุตสาหกรรมเป้าหมาย นอกจากนี้ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าจะผลักดันให้มีการนำยุทธศาสตร์หลักและยุทธศาสตร์ย่อย พร้อมแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2560 – 2564) ไปให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันใช้ เพื่อให้เกิดการดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจการค้าไทย และนำพาให้ประเทศไทยก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้ในที่สุด

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here