การเป็นคนเก่ง  จะรู้ว่าเก่ง ไม่เก่ง  เก่งขนาดไหน  ต้องรู้จักประเมินตนเอง  และการประเมินตนเองที่สมบูรณ์วิธีหนึ่ง  คือ  การเปรียบเทียบกับคนอื่นในระดับเดียวกัน

เปรียบว่า  เราอยากจะรู้สึกว่าเรามีส่วนสูงระดับไหน  ก็จำเป็นต้องมีที่วัด  ซึ่งเรามักจะได้ยินคำพูดว่า  ถ้าจะวัดให้เราสูงต้องมองดูคนที่เตี้ยกว่าเรา  แต่ถ้าจะมองว่าเราเตี้ย  ต้องมองหาคนที่สูงกว่าเรา  แต่การประเมินความสามารถนั้น  ถ้ามองแต่คนที่ความสามารถต่ำกว่าเรา  เราก็จะไม่มีแรงบันดาลใจให้เราสร้างความสามารถเพิ่มขึ้น  แต่ถ้ามองคนที่มีความสามารถมากกว่าเราอย่างเดียว  เราก็จะขาดแรงจูงใจให้เราสร้างความเก่งเพิ่มขึ้น  ทั้งนี้อยู่ที่วัตถุประสงค์ของการประเมินตนเองว่า  ต้องการแรงบันดาลใจ หรือแรงจูงใจเป็นสำคัญ

การประเมินตนเอง โดยการกำหนดมาตรฐาน( Bench Marking ) อีกวิธีหนึ่งคือ  การประเมินโดยกำหนดเป้าหมายของตนเองล่วงหน้า  แล้วประเมินผลงานองตนเองกับเป้าหมายที่กำหนดว่า  สูงต่ำเป็นประการใด  การกำหนดเป้าหมายนี้ต้องกำหนดด้วยตนเอง  และคนที่มองหาความก้าวหน้าก็จะประเมินสูงกว่าเป้าหมายที่องค์กรกำหนด  หรืออีกนัยหนึ่งเป้าหมายประจำตำแหน่งงานกำหนดไว้

ถ้าจะเปรียบเทียบกับการแข่งขันกีฬา เช่นการแข่งขันความเร็วก็คงชัดขึ้น  นักกีฬาต้องรู้สถิติของแชมป์ว่าทำเวลากี่วินาที  แล้วประเมินการวิ่งของตนเอง  ถ้าจะเป็นแชมป์ย่อมจะต้องทำลายสถิติของแชมป์เดิมให้ได้  หรือนักยกน้ำหนักจะรู้ว่าตนเองน่าจะได้เหรียญทองหรือเหรียญเงินก็เพราะสถิติการยกน้ำหนักของตนเองกับนักกีฬาคนที่ได้เหรียญทอง

การประเมินตนเอง ด้วยการกำหนดมาตรฐาน อาจจะไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากมีอุปสรรคบางประการ  อาทิ เช่น

การประเมินเข้าข้างตนเองจนเกินไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  คนที่ทำงานมานาน  ชั่วโมงบินสูง หรือคนที่เรียนจบสูง  หรือคนที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง ลักษณะองคุณสมบัติอย่างหนึ่งก็คือ  เอาตนเองเป็น Bench Marking เป็นตัววัดคนอื่น  และหรือ ไม่ได้ประเมินตนเอง ด้วยอำนาจหน้าที่  หรือด้วยประสบการณ์ยาวนาน  ลืมไปว่า โลกในแต่ละนาที แต่ละชั่วโมง แต่ละวัน  มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  ซึ่งอาจจะทำให้ไม้บันทัดที่ประเมินตนเองไม่มาตรฐานก็ได้

การประมาทความสามารถของตนเอง ก็เป็นอุปสรรคอีกประการ  ถ้ายกตัวอย่างนักกีฬาอีก  จะสามารถเห็นชัด  แชมป์มวยถ้าประมาท  ก็เลยเสียบัลลังก์แชมป์ไปในที่สุด  ทั้งๆที่ป้องกันแชมป์หลายครั้งมาแล้ว  คลื่นลูกใหม่จะทำลายคลื่นลูกเก่า  การรักษาแชมป์ให้ยาวนาน  ก็ต้องนำคู่ชกมาเป็นตัวชี้วัดของตนเอง

ความเกลียดคร้านนานาประการ  เรื่องความเกลียดคร้านอยู่กับคนไหน  คนนั้นก็ไม่เจริญ  เป็นศัตรูตัวร้ายในการที่จะเป็นผู้นำคนอื่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ แนะนำว่า  คนจะเป็นผู้นำหรือผู้ชนะจำต้องทำงานหนัก  หนักกว่าคนอื่น  อย่ามัวแต่พูดแล้วไม่ทำ  คนที่เกลียดคร้านจะไม่ประเมินตนเอง  หรือถ้าประเมินก็จะประเมินเข้าข้างตนเอง

ทัศนคติไม่ดีกับกำหนดมาตรฐาน  คำว่ามาตรฐาน  ความหมายก็คือเป็นที่ยอมรับได้  หรือ

ได้รับการยอมรับ  แต่ถ้ามีทัศนคติไม่ดีกับมาตรฐานการประเมินตนเอง  เท่ากับตนเองไม่ยอมรับมารฐานที่จะประเมินตนเอง  แม้ว่ายอมรับ  ก็รับเสียไม่ได้ รับเพราะจำใจ  แต่ความคิดมีอคติตลอดเวลา  ซึ่งก็เป็นผลให้การปฏิบัติงานไม่ได้ทุ่มเท  หรือใช้ความสามรถเต็มที่  ทัศนคติไม่ดี  อยู่ที่ไหนก็เป็นอันตรายต่อองค์กรนั้น ๆ

ประการสุดท้าย คือ ความไม่ซื่อสัตย์ต่อกฎกติกา  คนไม่ซื่อสัตย์หรืออีกทาง  คนขี้โกง  ย่อมไม่มีมาตรฐานของตนเอง  และไม่ยอมรับมาตรฐานของใคร ๆ  เพราะการโกงหรือการไม่ซื่อสัตย์เป็นการทำลายมาตรฐานอยู่แล้ว  คนโกงเป็นคนที่เห็นแก่ตัว  เห็นแก่ได้  นอกจากทำลายความเจริญของตนเองแล้ว  ยังบ่อนทำลายผู้อื่น  และทำลานองค์กรด้วย

เราต้องแก้ไขอุปสรรคเหล่านั้นก่อน  แล้วจึงจัดทำการประเมินตนเองตามมาตรฐานได้ซึ่งเทคนิคที่ทำให้เราทำ Bench Marking ประสบความสำเร็จ  มีผู้แนะนำดังนี้

ประการแรก  สร้างประสบการณ์ เรียนรู้มากๆ ทำมากๆ ดูเหมือนว่าจะทำอะไรก็ตาม  ความขยันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานที่ประสบความสำเร็จ  ขยันเรียนรู้  ขยันทำงาน  นักกีฬาจะชนะก็ต้องหมั่นซ้อม  และหาประสบการณ์  ประสบการณ์จะสร้างแรงบันดานใจให้กับเรา  และไม่กลัวอุปสรรค  ไม่กลัวความยากลำบาก

เลิกหลอกตัวเอง  หลอกคนอื่น ยอมรับตนเองว่า ไม่รู้จริงๆ  อยากรู้จริง ๆ  ใช่ครับ…บ้าง ความสมบูรณ์แบบไม่ใช่เป้าหมาย  เพราะความจริง เราแต่ละคนต้องพัฒนาตนเองขึ้นเรื่อยๆ

เลิกเป็นสังคมก้มหน้า  หันมามองโลกของงาน  ไม่จมอยู่กับความล้มเหลว  ไม่จมอยู่กับปัญหา  ไม่มองเรื่องยากหรือปัญหางานในแง่ลบ

เลิกเก็บเพื่อนแย่ๆไว้ในชีวิต คบคนเก่ง คนเก่งจะนำพาเราสู่ความสำเร็จ  บางคนไปอิจฉาคนที่ประสบความสำเร็จ  แต่ชอบคนที่ทำงานแย่ๆ  ถ้าจะให้กำลังใจตนเอง  มองคนที่ทำงานแย่กว่าเราได้  แต่ถ้าจะทำงานให้สำเร็จ  ต้องศึกษาคนที่เก่งกว่าเรา  ก้าวหน้ากว่าเรา  ฟังเขาพูด  ฟังเขาให้ข้อคิดแก่เรา  นี่จะเป็นเทคนิคการสร้างความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว

ไม่เอาเราเป็นบรรทัดฐานวัดตัวเรา  อย่าเปลี่ยนแปลงคนอื่นให้เหมือนเรา  ถ้าเราเอาตัวเราเป็นบรรทัดฐาน  เราก็ไม่ก้าวหน้า  การสร้างความก้าวหน้าต้องเอาคนอื่นที่เหนือกว่าเป็นบรรทัดฐาน  เหมือนนักกีฬา  เช่นนักยกน้ำหนัก  ก็จะมองดูสถิติของนักยกน้ำหนักคนอื่น  แล้วสร้าง Bench Marking ขึ้นมา  แต่ถ้าเราเอาน้ำหนักที่เรายกได้เป็นบรรทัดฐาน ก็คงไม่ได้มีโอกาสเป็นแชมป์

เรื่องการมองคน  ในตัวเราเองมีคนสามคนอยู่ในตัวเรา คือ

ตัวเราที่คนอื่นมองว่าเราเป็นอย่างไร

ตัวเราที่เราคาดหวังว่าเราอยากเป็นอย่างไร

แล้วตัวเราจริง ๆ เป็นอย่างไร

ประการแรก  เราต้องรู้ก่อนว่า  แท้จริงแล้วเราเป็นอย่างไรนะขณะนี้  แม้ว่าบางคนอาจจะมองเรื่องคนอื่นมองเราอย่างไรเป็นสำคัญ  แต่ในทัศนะส่วนตัวแล้ว  ผมไม่ค่อยสนใจใครจะมองเราเป็นอย่างไร  เพราะคิดว่าถ้าไปสนใจประเด็นนั้นมากเกินเหตุ  เราอาจจะเป็นนักสร้างภาพ

ลักษณ์  โดยไม่มองข้อเท็จจริง  อยากให้คนอื่นมองเราดูดี  จนบางที่เหมือนคนหน้าไหว้หลังหลอก  แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ฟังคำวิจารณ์ของคนอื่นนะ  เวลาคนมาตำหนิเรา  ให้คิดว่าเขากำลังชี้ขุนทรัพย์มหาสมบัติให้กับเรา  เวลาเจอนายที่บ่นเรา  ให้คิดว่าเขาต้องการให้เราเป็นคนสมบูรณ์แบบ  แต่อย่าเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาใส่ใจ  กลัวคนอื่นมองเราไม่ดี จนไม่เป็นตัวของเราเอง

ขอยกตัวอย่าง  พบเห็นบ่อยๆ  นักขายที่สร้างภาพเป็นคนมีฐานะรายได้ดี  ซื้อทองเก๊ แหวนเพชรเก๊ มาประดับตัว  สร้างภาพตำแหน่งการงานสูง  ไปไหนมีผู้ติดสอยห้อยตาม  หรือมีทีมงาน  ทั้งๆที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น  เน้นที่ความจริงก่อน  หลังจากนั้น  ก็สร้าง Bench Marking ว่าจุดที่เราคาดหวังว่าเราอยากเป็นนั้นเป็นอย่างไร  ซึ่งแน่นอนต้องดีกว่าเก่า  ดีกว่าขณะนี้  พอเราคาดหวังแล้ว  เราก็มากำหนดว่าเราขาดอะไร  เราต้องทำอย่างไร  บันทึกช่วยจำไว้ว่าเราจะทำอย่างไร  ลำดับหนึ่งสองสาม  มีการวางแผนและระบบการทำงาน  เรียนรู้และพัฒนาตนเองในสิ่งที่ขาด  หรือที่แชมป์เขามี

การประเมินตนเอง สร้างมาตรฐานตนเองสม่ำเสมอ  หรือการสร้าง Bench Marking นี้ เป็นเรื่องจำเป็นกับทุกคน  ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งหรือสถานะใด อายุเท่าใด  ทำให้เป็นนิสัยปัจจัยที่จำเป็นแล้ว  ชีวิตจะมีความสุขอย่างมีคุณค่าตลอดชีวิต

 

 

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here