ในปัจจุบัน เมื่อกล่าวถึงหนทางในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึงการเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่มผลิตภาพสามารถทำได้โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทำให้สามารถผลิตสินค้าได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง จึงสามารถสร้างรายได้มากขึ้นจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น หรือการเพิ่มมูลค่าของสินค้าผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งทำให้เกิดอำนาจ ในการกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ที่สูงได้ แนวทางแรกเรียกว่าการขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพ (efficiency-driven) ส่วนแนวทางที่สองเรียกว่าการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (innovation-driven) ในปัจจุบันประเทศต่างๆ ใช้แนวทางทั้งสองควบคู่กันเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของตน

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของสินค้าเกษตร แนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอาจใช้ไม่ได้ในบางกรณี เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว สินค้าเกษตรมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตรมักเป็นสินค้าจำเป็น จึงทำให้มีความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาต่ำ ซึ่งมีความหมายว่า แม้ราคาสินค้าจะลดลงมาก ก็ไม่ทำให้ปริมาณการซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นมากนัก จึงทำให้เมื่อรวมกันแล้วรายได้จากการขายสินค้าไม่เพิ่มขึ้นมากหรืออาจทำให้รายได้ลดลงในบางกรณี ยกตัวอย่างเช่น ความยืดหยุ่นของการส่งออกต่อราคาของข้าวหรือยางพารา ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทย มีความยืดหยุ่นของการส่งออกต่อราคา ต่ำกว่าสินค้าอุตสาหกรรมถึง 3-5 เท่า เมื่อมีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต จึงทำให้ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าลดลง แต่ด้วยความยืดหยุ่นของการส่งออกต่อราคาที่ต่ำ จึงกลับทำให้รายได้จากการขายสินค้าลดลงหรืออาจกล่าวได้ว่ามีการผลิตสินค้ามากเกินไป

ในตลาดสินค้าเกษตร เมื่อมีประเทศที่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ประเทศอื่นๆ มีแนวโน้มที่จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตามไปด้วย เนื่องจากตลาดสินค้าเกษตรเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงเพราะสินค้ามีลักษณะใกล้เคียงกัน การแข่งขันดังกล่าวไม่ได้สร้างการเติบโตที่ยั่งยืนสำหรับการค้าสินค้าเกษตร จากผลการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์พบว่า การเพิ่มผลิตภาพการผลิตในสินค้าเกษตรบางรายการ กลับทำให้รายได้ภาคเกษตรในสินค้านั้นๆ ลดลง ทั้งนี้เนื่องจากความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาสินค้าอยู่ในระดับต่ำ ตัวอย่างเช่น หากประเทศต่างๆ ทั่วโลก (รวมทั้งไทย) เพิ่มผลิตภาพของการปลูกข้าวขึ้นร้อยละ 10 จะทำให้รายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวลดลงร้อยละ 3.9 สำหรับเกษตรกรไทย และลดลงเฉลี่ยร้อยละ 8.7 สำหรับเกษตรกรทั่วโลก ในขณะที่ GDP โดยรวมของไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 การส่งออกข้าวไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 และอัตราเงินเฟ้อลดลงร้อยละ 0.3 หรือหากเพิ่มผลิตภาพของการปลูกผักผลไม้ร้อยละ 10 จะทำให้รายได้เกษตรกรผู้ปลูกผักผลไม้ลดลงร้อยละ 5.7 สำหรับเกษตรกรไทย และลดลงเฉลี่ยร้อยละ 8.0 สำหรับเกษตรกรทั่วโลก ในขณะที่ GDP โดยรวมของไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 การส่งออกผักผลไม้เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.4 และอัตราเงินเฟ้อลดลงร้อยละ 0.8[1] ผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้ว่าการเพิ่มผลิตภาพการผลิตสินค้าเกษตรจะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคหรืออุตสาหกรรมที่ใช้สินค้าเกษตรสามารถใช้สินค้าเกษตรในราคาที่ต่ำลง แต่เกษตรกรกลับมีรายได้ลดลง ดังนั้นการใช้นโยบายเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตสินค้าทั้งสองชนิดดังกล่าว จึงเปรียบเสมือนการสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้บริโภคหรือผู้ใช้สินค้าเกษตร ซึ่งอาจเป็นผู้ใช้สินค้าเกษตรในต่างประเทศ โดยการสร้างต้นทุนให้แก่เกษตรกรซึ่งมักมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ด้อยกว่า จึงเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ และเข้าทำนอง “ทำมาก ได้น้อย (more for less)”

ดังนั้นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตร จึงไม่ใช่การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ แต่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมสินค้าเกษตร ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น สาเหตุที่การสร้างนวัตกรรมสามารถสร้างรายได้ได้มาก เนื่องจากการมีอำนาจในการกำหนดราคาสินค้าที่ทำให้สร้างรายได้ได้มากกว่าปกติ แม้ว่าอาจเป็นอำนาจในช่วงระยะเวลาหนึ่งก็ตาม ดังนั้นนวัตกรรมที่สร้างขึ้นจึงควรเป็นนวัตกรรมที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ซึ่งจะทำให้สามารถสร้างอำนาจในการกำหนดราคาสินค้าได้เป็นระยะเวลานาน โดยอาจเกิดจากความสลับซับซ้อนของนวัตกรรมที่ต้องใช้องค์ความรู้ในระดับสูง ซึ่งทำให้ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้จนกว่าจะสามารถลอกเลียนแบบได้ หรือเกิดจากการใช้เครื่องมือทางกฎหมายในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อรักษาอำนาจผูกขาดเอาไว้ เช่น สิทธิบัตร สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ การคุ้มครองพันธุ์พืช เป็นต้น ดังนั้นการพิจารณาว่าควรมุ่งพัฒนานวัตกรรมสินค้าเกษตรด้านใด จึงจำเป็นจะต้องพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ร่วมด้วย การพัฒนาการค้าในภาคเกษตรจึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานที่ทำหน้าที่ส่งเสริมด้านการผลิต และหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการค้าสินค้า

ยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมสินค้าเกษตร ควรมุ่งหมายให้ภาคธุรกิจเป็นแกนนำในการสร้างนวัตกรรม โดยมีบทบาทหลักในการกำหนดโจทย์วิจัย เนื่องจากเป็นผู้เข้าใจความต้องการของตลาดซึ่งมีความละเอียดอ่อนจากความใกล้ชิดกับผู้บริโภค อีกทั้งอยู่ในฐานะผู้ที่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะทำให้นวัตกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นสามารถนำไปใช้เชิงพาณิชย์ได้จริง นอกจากนี้ยังควรเป็นเจ้าของเงินทุนหลักในการพัฒนานวัตกรรม เพราะจะทำให้มีแรงจูงใจในการผลักดันการสร้างนวัตกรรมให้สำเร็จมากกว่าภาครัฐหรือภาควิชาการ เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง โดยอาจมีภาครัฐช่วยสมทบเงินทุนเพื่อสร้างแรงจูงใจ ภาครัฐยังควรส่งเสริมการรวมกลุ่มของภาคธุรกิจเป็นสมาคมหรือกลุ่มธุรกิจในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรม และสามารถระดมทรัพยากรให้มีเพียงพอในการสร้างนวัตกรรม นอกจากนี้ยังจำเป็นจะต้องพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อหนีการแข่งขันจากผู้เล่นรายใหม่ที่มีการพัฒนา

ในส่วนของการใช้เครื่องมือทางกฎหมายเพื่อรักษาอำนาจตลาด ควรส่งเสริมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การพัฒนาพันธุ์พืชหรือพันธุ์สัตว์ การจดสิทธิบัตรในกระบวนการผลิตต่างๆ และการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบของผู้เล่นรายอื่นๆ ที่จะเข้าสู่ตลาด และสร้างจูงใจในการพัฒนานวัตกรรม

ในอดีตที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้พัฒนาจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยทรัพยากร มาเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพ ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะต้องพัฒนาสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่งรวมทั้งนวัตกรรมสินค้าเกษตร อันจะทำให้ภาคเกษตรไทยอยู่ในสถานะ “ทำน้อย แต่ได้มาก” (less for more) และช่วยยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกร อันจะมีส่วนในการลดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว

[1] วิเคราะห์ด้วยแบบจำลอง GTAP (Global Trade Analysis Project) ซึ่งเป็นแบบจำลองดุลยภาพทั่วไป (Computable General Equilibrium)

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here