“ตำแหน่ง ให้ไปเถอะ ไม่ได้เสียเงินไม่เป็นไร” เคยได้ยินคำกล่าวนี้บ่อยๆ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กร เป็นต้นแถบเอเชีย คือคนทำงานอยากมีตำแหน่งใหญ่ๆ เวลาพิมพ์นามบัตรจะได้ดูว่าตำแหน่งน่าที่การงานสูง  ไม่ใช่พนักงานธรรมดา  แม้แต่คำว่า “หัวหน้า” “ผู้จัดการ” ก็ดูเล็กไป ขอใช้คำว่าผู้บริหาร ผู้อำนวยการบริหาร หรือที่สุดก็ประธานฝ่ายฯ อย่างนี้  เป็นต้น

แต่พอไปดูความรู้ความสามารถ หรือประสิทธิภาพในงาน กลับผิดหวัง เพราะการทำงานที่จะก้าวหน้า ต้องมีองค์ประกอบสองประการกล่าวคือ ความรู้ความสามารถในงานอาชีพ และการเป็นผู้นำ ในขณะที่หลายคนเข้าใจผิดว่า ใช้หลักอาวุโสเป็นเกณฑ์  จึงไม่โยกย้ายตนเองไปไหน ทำเหมือนว่ามีตำแหน่งในงานก็ไม่ได้ให้ความก้าวหน้าเสมอไป อาจเป็นได้บ้าง เพราะความเมตตาสงสาร  ถ้าไม่เลื่อนระดับให้จะน้อยใจเสียใจ  แต่ให้ตำแหน่งไปแล้ว  ข้างหน้าอาจทำให้งานพังได้เช่นกัน

คำถาม ที่ควรจะทำตนเองที่หวังว่าจะก้าวหน้าว่า “เรามีและทำอะไรแตกต่างไปจากผู้ร่วมงานหรือไม่” ปัจจัยสำคัญในการวัดความก้าวหน้ามีเพียงสองประการดังกล่าวเท่านั้น  สิ่งแรกที่แต่ละท่านจะต้องฝึกฝนเพื่อก้าวสู่ตำแหน่งสูงขึ้น ได้แก่ ต้องเป็นผู้นำ ต้องเป็นผู้จัดการ ต้องเป็นผู้ให้คำแนะนำ เป็นที่ปรึกษาได้ในทุกๆ เรื่อง ต้องเป็นพี่เลี้ยง  ฝึกสอน ไม่ใช่ผู้เตรียมตัว

ไปออกคำสั่ง หรือคอยเอาผลงานจากผู้ร่วมงานอย่างเดียว

“สิ่งที่หัวหน้าสอน ผู้ร่วมงานจะไม่ค่อยทำ แต่จะทำตามในสิ่งที่หัวหน้าทำ”

การฝึกฝนตนเองในขณะทำงาน เพื่อโอกาสฉายแววเป็นผู้นำได้ที่ควรทำ อาทิเช่น

ต้องทำงานหนักมากกว่าผู้ร่วมงานด้วยกัน

ต้องพูดคุยกับผู้ร่วมงานให้มากที่สุด อย่างมีสาระและเป็นการแสดงความสามารถออกมา

ต้องเป็นผู้นำในการสร้างวัฒนธรรมใหม่ของทีมงาน เช่น วัฒนธรรมการร่วมมือ  วัฒนธรรมการเสียสละ วัฒนธรรมการแต่งกาย

ต้องสร้างภาพลักษณ์ของการเป็นมืออาชีพของตนเอง และของผู้ร่วมงาน คงไม่มีใครที่อยากจะร่วมงานกับทีมที่ไม่เป็นมืออาชีพ หรือด้อยประสิทธิภาพ

ต้องแสดงความเป็นผู้เสียสละ เป็นผู้ให้ ไม่ใช่หวงวิชา กลัวคนอื่นจะรู้ทัน  การให้  การเสียสละจะเป็นการสร้างความรู้สึกจริงใจ และความปรารถนาดีมากกว่าอย่างอื่น บางคนเข้าใจผิดว่า ต้องสร้างความยำเกรง เมื่อเป็นหัวหน้า เขาจะได้ยำเกรงเรา วิธีนี้อาจจะทำให้ไม่ได้ความเป็นพวกพ้องเสียแต่ต้น

ต้องเริ่มวางแผนเสียตั้งแต่เป็นพนักงาน ว่าเราอยากได้

ผู้ร่วมงานแบบไหน อยากเปลี่ยนแปลงอะไร หน่วยงานของเราจะยิ่งใหญ่ได้อย่างไร ถ้าเป็นผู้บริหารการตลาด ต้องคิดถึงคุณวุฒิต่างๆ ของธุรกิจที่มีให้ เช่นถ้างานประกันชีวิต ก็ต้องคิดถึง T.N.Q.A / I.Q.A / M.D.R.T โดยเราจะต้องติดคุณวุฒินั้นให้ได้  คนที่เป็นโค๊ชมวย ต้องเคยชกมวยมาก่อน และมีความสำเร็จ โค๊ชบอลก็เช่นกันต้องเคยเป็นนักฟุตบอลและโด่งดังในขณะเป็นนักฟุตบอล

ปริมาณงานไม่ใช่ความสำเร็จของธุรกิจ แต่คุณภาพคือความสำเร็จของธุรกิจ คนจะขึ้นเป็นหัวหน้า จำต้องมีความละเอียดรอบคอบ ไม่ทำให้เพียงได้ปริมาณงาน แต่ต้องได้คุณภาพงาน เพราะคุณภาพของงานจะสร้างอนาคตยืนยาวขององค์กรได้

ถึงตรงนี้ คงมองเห็นว่า การขึ้นเป็นผู้บริหารไม่ใช่เรื่องง่าย ประเภทลากตั้ง เอาตำแหน่งมาล่อ ตำแหน่งไม่ต้องซื้อไม่ต้องเสียเงิน ก็คงเป็นหนทางที่ไม่ถูกต้อง เราเรียกตรงนี้ว่าการเตรียมตัวเพื่อก้าวหน้าในแนวตั้ง คุณสมบัติที่ต้องเตรียมตัวในแนวตั้ง 8 ประการดังนี้

Wakes มีการตื่นตัวอยู่เสมอ

ฝึกเป็นคนตรงต่อเวลา ไม่ขาดการประชุม ไม่ผิดนัด เชื่อถือได้ มีวินัยในตนเอง นั่งแถวหน้าในห้องประชุมอยู่เสมอ

Involvement

มีบทบาทในองค์กรหรือในธุรกิจ มากน้อยตามความ-

เหมาะสม มีส่วนร่วมช่วยเหลือสังคมหรือไม่

บางคนเข้าใจผิด มองว่ายังไม่ถึงเวลา ถ้าได้ตำแหน่งผู้บริหารแล้วจึงทำ คนที่คิดเช่นนี้ คงไม่ได้มีโอกาส เพราะไม่ฉายแววผู้นำแต่ต้น

No Broken Promise

ฝึกเป็นคนรักษาสัญญา ไม่ผิดคำพูด พูดแล้วต้องทำ และต้องทำให้ได้ ตรงนี้เป็นเครดิตของคน ความน่าเชื่อถือของแต่ละคนอยู่ที่สัจจะ ถ้าเริ่มด้วยการทำให้คนอื่นมองเราว่า “คนกระล่อน อย่าไปเชื่อ” อย่างนี้ ขึ้นเป็นผู้นำไม่ได้ ถ้าได้ ก็ไม่สง่างาม

Ethic

มีศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม เป็นต้น จุดอ่อนของคนไทยที่สำคัญกับธุรกิจคือ “ความซื่อสัตย์” เมื่อจะทำอะไร ถ้าผิดศีลธรรม ผิดจริยธรรมแล้ว “จงอย่าทำ” อย่าเพียงแม้แต่ครั้งเดียว เพราะคนอื่นขาดความนับถือ จุดเสียของคนไทยอย่างหนึ่ง จากประวัติศาสตร์ พอมีตำแหน่งก้าวหน้าแล้วเหลิง  หลงอำนาจบารมี เพราะตนเองใหญ่โตแล้ว เริ่มผิดในข้อนี้ เริ่มโกง เริ่มผิดศีล ก็เลยทำให้ประวัติในตอนจบไม่สวยงาม พอที่จะเป็นอนุสรณ์ของชีวิตได้ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่สร้างความคงเส้นคงวา และได้รับการยกย่อง เป็นที่น่าชื่นชมจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

Completion เป็นผู้ประสบความสำเร็จมาก่อน

ภารกิจของผู้นำคือ การเป็นแบบฉบับตัวอย่างที่ดี และแนะนำผู้ร่วมงานในงานที่รับผิดชอบ คนที่ประสบความสำเร็จสามารถนำได้ดีในข้อนี้ แต่มีข้อต้องพึงระวัง คือ เมื่อเคยประสบความสำเร็จแล้ว อย่าเหมาเอาว่าความสำเร็จมีสูตรเดียว อดีตที่สำเร็จอาจจะนำมาใช้ในยุคปัจจุบันไม่ได้ ความสำเร็จ จึงต้องพัฒนาต่อไป ไม่ใช่จบสิ้นเมื่อเป็นผู้บริหาร

Attitude ทัศนคติ

มีทัศนคติในเชิงบวก มองโลกสวยงาม เป็นตัวของตัวเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส  ช่วยเหลือผู้ร่วมงาน แนะนำข้อมูลในเชิงบวก

Skill ความชำนาญ

ไม่เพียงแต่ฝึกฝนตนให้ชำนาญในงานอย่างเดียว แต่ต้องมีการฝึกฝนทักษะการสื่อสาร ทักษะการพูดคุย ในบางเรื่องเป็นทักษะส่วนบุคคลที่ต่างคนต่างฝึก เพื่อจะได้มีจุดเด่นในการทำงาน

Knowledge ความรู้

ข้อนี้ ส่วนมากจะเป็นจุดเน้นของการทำงานพื้นฐานอยู่แล้ว  ต้องมีความรู้อย่างพอเพียง  ที่สำคัญคือ  ต้องเพิ่มเติมความรู้อยู่เสมอ

การเติบโตอีกแนว  คือการเติบโตแนวนอน  ซึ่งได้แก่

มีการคัดเลือกผู้ร่วมงานหรือทีมงานอย่างถูกต้อง ดีเหมาะสม

มีเทคนิคการทำงานอย่างฉลาด

สามารถฝึกผู้ร่วมงานให้เป็นงาน  อาทิเช่น  ถ้าผู้บริหารประกันชีวิต  ต้องฝึกตนเองเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน  วางแผนการขายแบบประกันได้หลากหลายรูปแบบ  ไม่ใช่เป็นนักขายประกันชีวิตแบบหนึ่งแบบใดแบบเดียว

ปรับเป้าหมายผลงานให้มีประสิทธิภาพ และคุณภาพ

สร้างฝันส่วนตัวให้ยิ่งใหญ่ เพื่อความกระตือรือร้นของตนเอง ด้วยการไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองสำเร็จ ถ้าเป็นหัวหน้าฝ่ายขายก็ต้องมีเป้าหมายให้สูงขึ้น ให้องค์กรเติบโต แต่ไม่ลืมคุณภาพของงานและของคนที่เกี่ยวข้อง

จากการสร้างความเติบโตในแนวตั้งและแนวนอน เราตั้งคำถามให้ตัวเราก่อนว่า  ณ ขณะนี้เราขาดอะไรในแนวตั้งหรือแนวนอนบ้าง เรามีความพร้อมที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อปูทางความก้าวหน้าในอนาคตการงานของเราไหม เรามีวุฒิภาวะพอหรือยัง  หรือยังเป็นคนเสียดายความเป็นเด็ก เสียดายความสนุกในชีวิต เราต้องทราบว่า  การเป็นหัวหน้า คือ “ผู้เสียสละ” “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” ต้องรับผิดชอบ

ขณะเดียวกันสภาพครอบครัวมีความมั่นคงหรือยัง ไม่มีปัญหาครอบครัว พร้อมที่จะเพิ่มเติมเวลาให้กับงานหรือไม่ เรามีคุณธรรมในชีวิตส่วนตัวและชีวิตที่ทำงานไหม และที่สำคัญประการสุดท้าย แรงจูงใจที่อยากได้ความก้าวหน้านั้น เป็นแรงจูงใจเทียม หรือความปรารถนาที่แท้จริง

อย่าเพียงมองว่าผู้ร่วมงานเขาได้ เราก็ต้องได้ จะมีประโยชน์อันใด หากเราเป็นผู้บริหารที่ไม่มีคนชื่นชม มีแต่คนด่าสาปแช่ง หรือที่สุดก็ไปไม่รอดตกม้าตาย ทำให้เสียประวัติเสียชื่อเสียง

แต่สำหรับบางท่านที่ผิดหวังเรื่องความก้าวหน้า อย่าลืมว่า

 

“ต้นไม้ใหญ่ทุกต้น  เคยเป็นเมล็ดที่เล็กที่สุด

อย่าท้อใจ หากเรากำลังเริ่มนับหนึ่ง อีกครั้ง”

บทความโดย โรจ ว่องประเสริฐ

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here