ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งผลประกอบการ          ไตรมาส 1  ปี 2559 ในวันนี้ โดยธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรองฯ  จำนวน 4,571 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว ธนาคารยังคงตั้งสำรองฯอย่างระมัดระวังที่ระดับค่อนข้างสูงเป็นจำนวน 1,877 ล้านบาทในไตรมาสนี้ แม้ว่าค่าใช้จ่ายสำรองจะลดลง 21% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เพื่อธนาคารยังคงอัตราส่วนสำรองต่อ NPL อยู่ในระดับสูงที่ 140% ทั้งนี้ หลังสำรองธนาคารฯ มีกำไรสุทธิที่ 2,092 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28%

tnews_1399082636_9006นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีเอ็มบี กล่าวว่า “สินเชื่อเติบโต 1% ในไตรมาสนี้ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นผลจากการที่ธนาคารปรับปรุงกระบวนการนำเสนอสินเชื่อให้มีความรวดเร็วและถูกต้องตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีขึ้น ทำให้ลูกค้าสนใจใช้ผลิตภัณฑ์ของธนาคารมากขึ้น ในขณะที่เงินฝากลดลงเล็กน้อย 1% โดยหลักมาจากการบริหารสัดส่วนของเงินฝากให้สอดคล้องกับการเติบโตของสินเชื่อ โดยสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากอยู่ที่ 92% ในขณะที่เงินฝากลูกค้าบุคคลยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ 3% อีกทั้ง ธนาคารยังประสบความสำเร็จในการขยายเงินฝากธุรกรรมทางการเงิน (Transactional deposit) จากฐานเงินฝากลูกค้าบุคคล โดยเงินฝาก All free ยังเติบโตได้ดีโดยเพิ่มขึ้น 37% จากปลายปีที่แล้ว”

 

ในไตรมาสนี้ธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยขยายตัวต่อเนื่องที่ 10% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมจากลูกค้าบุคคลโดยเฉพาะค่าธรรมเนียมผลิตภัณฑ์แบงก์แอสชัวรันส์ อันเป็นผลจากการที่ธนาคารพัฒนาผลิตภัณฑ์แบงก์แอสชัวรันส์ให้สามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้หลากหลายมากขึ้น อีกทั้งธนาคารยังมีค่าธรรมเนียมจากหนังสือค้ำประกันและธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ รายได้รวมของธนาคารในไตรมาสนี้อยู่ที่ 8,408 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% ขณะที่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดมีจำนวน 3,911 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10% อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดำเนินงานหลักเพิ่มขึ้นเพียง 4% ทำให้ธนาคารมีกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรองฯที่ 4,571 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว 6%

ส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) มีจำนวน 21,452 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 979 ล้านบาทจาก 20,473 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2558 ทำให้สัดส่วน NPL เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 3.11% เมื่อเทียบกับ 2.99% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งอยู่ในระดับที่คาดการณ์ไว้

ธนาคารยังคงตั้งสำรองอย่างระมัดระวัง โดยตั้งสำรองในระดับสูงที่จำนวน 1,877 ล้านบาทในไตรมาสนี้ แม้ว่าค่าใช้จ่ายสำรองจะลดลง 21% จาก 2,387 ล้านบาท ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เพื่อให้ธนาคารยังคงสัดส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) ในระดับแข็งแกร่งที่ 140% โดยหลังตั้งสำรองฯ ธนาคารมีกำไรสุทธิ 2,092 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28%

ขณะเดียวกัน ธนาคารยังคงดำรงสถานะเงินกองทุนในระดับสูง โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) ภายใต้เกณฑ์ Basel III ที่อัตรา 16.8% โดยเป็นกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ในสัดส่วน 11.4% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งกำหนดไว้ที่ 9.125% และ 6.625% ตามลำดับ

นายบุญทักษ์ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า “ผลการดำเนินงานของธนาคารยังปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความพยายามในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ธนาคารยังมีความระมัดระวังรวมทั้งให้ความสำคัญในการรักษาคุณภาพสินทรัพย์และสัดส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพให้อยู่ในระดับสูง เพื่อความมั่นคงและการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป”

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here