ธีรวัฒน์ โสภณไชยวัฒน์

“ ยิ่งแบ่งปัน ยิ่งเติบโต ”

พร้อมก้าวสู่  Multinational firm

WOR_6331 (Small) หลายต่อหลายคนที่คิดกำลังจะสานต่อธุรกิจครอบครัว หรือ ใครที่กำลังจะทำธุรกิจครอบครัวอยู่ เรามีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจมาฝาก จากคุณ ธีรวัฒน์ โสภณไชยวัฒน์   ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โรงงานน้ำปลาฉั่วฮะเส็ง (ตราหอยหลอด) จำกัด ซึ่งมีผลการดำเนินงานประสบความสำเร็จ เจริญเติบโต จากเริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน มีสินค้า ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ไทย ตราหอยหลอด และตรารวมรส แพร่หลายเป็นที่รู้จักทั่วไป และกำลังขยายตลาดสู่ตลาด AEC และสิ่งที่เขาภาคภูมิใจที่สุด คือ การสร้างแบรนด์ ตราหอยหลอด และตรารวมรส ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ในสินค้าน้ำปลา,น้ำส้มสายชู และเครื่องปรุงอื่น ๆ และตลาด AEC โดยนำชื่อเสียงสู่ประเทศชาติ

      จากคำพูดของเตี่ย เป็นแรงบันดาลใจให้เป็นก้าวแรกของธุรกิจ คุณธีรวัฒน์ โสภณไชยวัฒน์ กล่าวว่า “ ทีแรกที่เรียนจบก็อยากจะทำงานตามที่ใฝ่ฝันนะครับ  แต่บังเอิญทางบ้านไม่มีใคร แล้วเตี่ยพูดออกมาสองคำ  ประโยคแรกที่ได้ยินคือ  มีอยู่วันหนึ่งขณะนั้นเรายืนอยู่หน้าบ้าน มีเรือของโรงงานน้ำปลาเจ้าอื่นแล่นผ่าน  เตี่ยชี้ให้ดูและบอกว่า เราขายน้ำปลาเดือนหนึ่ง ๆ รายได้ก็ยังสู้เขาไม่ได้ ที่เขาขายวันหนึ่งก็ยังมากกว่าเรา ผมก็เริ่มได้คิดแต่ยังไม่ได้เข้ามาช่วยงานในขณะนั้น

…แต่คำสุดท้ายที่เตี่ยบอกว่า ชีวิตนี้โรงงานของเราคงไม่มีโอกาสที่จะเคียงบ่าเคียงไหล่เขาได้ อะไรทำนองนี้  ผมก็เลยคิดว่า ถ้าเราจะมาทำ เราก็ต้องคิดว่าไม่ได้คิดจะแข่งขันกับใคร แต่เราต้องทำให้ดีที่สุดและต้องขยันทำงานมากกว่าคนอื่น ใช้สติปัญญามากกว่าเขา แล้วถ้ายังสู้ไม่ได้ก็ต้องยอมรับความจริง ตั้งแต่นั้นมาก็เริ่มคิดเริ่มบุกเบิกมาตั้งแต่ตอนนั้นจนมาถึงปัจจุบัน ประโยคสุดท้ายของเตี่ย ทำให้ผมมีความพยายามมาก และตั้งใจที่จะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ”BannerImg1_35645_906632705_fullsize

 ความเป็นมาของน้ำปลาตรา “ หอยหลอด ” จากจุดเริ่มต้น สู่แบรนด์ระดับประเทศ ธีรวัฒน์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า  “ ความเป็นมาของน้ำปลา ตรา หอยหลอด ผมเป็นคนคิดยี่ห้อนี้ขึ้นมาเอง ตัดสินใจจะเข้ามาช่วยทำธุรกิจ ก็คิดว่าแบรนด์ที่เตี่ยทำมา ก็จะยกให้ทางพี่ ๆ ที่มาก่อน ส่วนเราบังเอิญออกมาทำธุรกิจเอง ก็เริ่มคิดว่าจะใช้แบรนด์อะไรดี ก็คิดอยู่นาน ส่วนใหญ่เขาก็จะใช้ชื่อเกี่ยวกับเรื่องสัตว์น้ำ เกี่ยวกับชื่อที่มีคำว่ารส   ก็มาคิดว่าสมุทรสงครามเป็นบ้านเกิดเมืองนอน ก็คิดว่าน่าจะทำอะไรตอบแทน พอดีดอนหอยหลอดช่วงนั้นก็เริ่มมีชื่อขึ้นมา แต่ก็ยังไม่แพร่หลายเท่าไหร่ ก็เริ่มคิดตั้งชื่อสินค้าน้ำปลา ตราหอยหลอด แล้วดีไซน์ฉลากน้ำปลาตราหอยหลอด ก็คิดว่าวันหนึ่ง ถ้าจังหวัดรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องดอนหอยหลอด เราก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย ถ้าเราขยายตลาดไปทั่วประเทศหรือทั่วโลก  ลูกค้าหรือประชาชนก็จะรู้จัก แบรนด์หอยหลอดก 700 พ

…ส่วนชื่อสินค้ารวมรส เราก็คิดว่าเราจะมีแบรนด์รองลงมา ที่คิดขึ้นมาก็มองหาอยู่นาน ก็ไปมาสะดุดตาเข้ากับรถขายลูกชิ้นปิงปองรวมรส  เราก็เลยว่าคิดว่า รวมรส มีทุกรสชาติอยู่ในนี้ และคิดว่าต่อไปจะทำสินค้าทุกประเภท ทุกชนิดมันก็ต้องรวมรสอยู่แล้ว จึงได้ดีไซน์ให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดเด่นของผลิตภัณฑ์อย่างแรกก็คือฉลากที่เราดีไซน์ออกมาก็ถือว่ามีสีสันสะดุดตาแล้วก็รูปลักษณ์ก็มีเอกลักษณ์ของสินค้า ส่วนคุณภาพเราก็จะเน้นรสชาติมาตั้งแต่แรก ก็จะทำให้เหมาะสมให้กับราคาที่ขายในยุค ๆ นั้น แม้ในแต่ละยุค ค่าใช้จ่ายต้นทุนจะสูงขึ้น เราก็จะพัฒนาคุณภาพสินค้าให้เหมาะสม ไม่ใช่ว่าแรก ๆทำออกมาดี แล้วต่อ ๆไปค่อย ๆลดคุณภาพ เราก็จะไม่ทำแบบนั้น แต่เราจะเน้นเรื่องคุณภาพและรสชาติ เป็นหลักครับ ”

แบรนด์หอยหลอด และ รวมรส เมื่อมีคุณภาพที่ดี ก็ย่อมมีแผนงานดำเนินการทางด้านส่งเสริมการตลาดที่ดีด้วย คุณธีรวัฒน์ กล่าวว่า  “ ตอนนี้ เริ่มใช้การตลาดมากขึ้น เริ่มมีโฆษณา เริ่มมีอะไรให้เห็นบ้าง อนาคตตั้งใจว่าถ้าเราเตรียมวัตถุดิบไว้พร้อม อีกสักประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของปัจจุบันที่เรามีอยู่ เราก็จะเริ่มวางแผนโฆษณากันอย่างจริงจังใน 5 ปีข้างหน้า ”

     ความแตกต่างของการทำธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้นกับปัจจุบันนั้น คุณธีรวัฒน์ ให้ข้อคิดอย่างน่าฟังว่า“ สิ่งที่มองก็แตกต่างกันตลอดนะครับ  เนื่องจากว่าเรายังทำงานอยู่ทุก ๆวันต้องมีการปรับตัวไปในแต่ละปี แต่ละวันก็จะปรับตัวไปตามสภาพ แต่ส่วนใหญ่ก็จะมีความคิดเรื่องการทำตลาดมี 3 ประเด็น คือสินค้าทุกตัวจะต้องมีความคิดอยู่สามข้อนี้ที่คิดทั้งในฐานะผู้ตาม ทั้งคิดในฐานะตลาดเป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน และที่คิดในฐานะที่คิดก่อนถึงเวลาในอนาคต ”

WOR_6440 (Small)

ถึงแม้จะมีการบริหารงานแบบธุรกิจครอบครัว  แต่บริหารด้วยใจ แบบเพื่อน แบบพี่น้อง ให้เป็นครอบครัวเดียวกัน เรื่องนี้ คุณธีรวัฒน์ โสภณไชยวัฒน์ กล่าวว่า  “ ส่วนตัวผมเน้นมีความจริงใจกับทุกคน ไม่ได้เลือกคนที่จะมาร่วมงานว่าใครเก่งไม่เก่ง การคัดเลือกบุคลากรเข้าร่วมทำงาน ไม่ได้เลือกว่าใครจะมีความสามารถแค่ไหน เราคิดว่า จะปรับตัวเข้ากับทุก ๆ คนเพื่อพัฒนาเขาให้เป็นคนของเราอย่างแท้จริง ทุกวันนี้ที่ผ่านมาก็จะฝึกคน สร้างคนมาตลอดไม่เคยเปลี่ยน ไม่ใช่ว่าจะไม่คิดที่จะใช้คนของคนอื่น เพียงแต่ว่าคน ๆ นั้นมาทำงานด้วยก็ยินดี แต่เขาก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับองค์กรของเรา เพื่อที่จะทำงานไปด้วยกัน  ส่วนใหญ่เมื่อมาทำงานก็ทำงานอยู่กันนาน  แล้วนโยบายของเรา เราก็จะฝึกและใช้การทำงานเป็นคู่สามีภรรยา เช่น เซลส์ในปัจจุบันประมาณ 50 คู่ส่วนใหญ่ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นสามีภรรยากันเป็นหลัก เขาก็อยู่กันได้อย่างมีความสุขนะครับ

…การเปลี่ยนแปลงงานหรือการดำเนินธุรกิจครั้งสำคัญที่สุด ด้วยการตัดสินใจเป็นบริษัทที่จัดจำหน่ายเอง โดยไม่จ้างบริษัทขาย มีการขยายช่องทางการขายให้ครบทุกช่องทาง ตั้งแต่การขายโมเดิร์นเทรด มุ่งขายร้านค้าแบบดั้งเดิม (ยี่ปั้ว, ซาปั้ว, ร้านโชห่วย, มีหน่วยรถ) (เงินสด, เครดิต), และตลาดต่างประเทศ การจัดจำหน่ายครอบคลุมทุกส่วนตลาด จึงทำให้น้ำปลาตราหอยหลอดและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อยู่เต็มตลาด ”

แนวคิดในการบริหารแบบธุรกิจครอบครัว ( Family business )  คุณธีรวัฒน์ โสภณไชยวัฒน์ ได้ให้ข้อคิดว่า “ ธุรกิจครอบครัวก็มีข้อดีข้อเสียนะครับ ข้อดีก็คือตรงที่ว่าทุกส่วนทุกอย่างเป็นคนของเราเอง เป็นลูกหลานก็ไว้ใจได้  และเด็กรุ่นใหม่ที่เรียนสูงมาก็จะมีระบบงาน ระบบความรู้ที่เข้ามาช่วยได้มากขึ้น จะดีเรื่องความมั่นคง  บุคลากรไม่เข้าออกบ่อย และการดำเนินธุรกิจก็จะยั่งยืน ธุรกิจครอบครัวถ้ามีคนมาช่วยสืบทอดและมีความตั้งใจทำงาน ผมคิดว่าจะดีและเราก็ยึดตรงนี้มาตลอด ทุกวันนี้บริษัทส่วนใหญ่มีแกนนำหรือผู้นำก็จะเป็นลูกหลานเป็นหลัก และบริหารแบบมืออาชีพมากขึ้นและก็ยังคิดอย่างนี้ตลอดไปทั้งในและต่างประเทศ ”

เมื่อทำธุรกิจประสบความสำเร็จระดับหนึ่งแล้ว ย่อมมีความตั้งใจที่จะขยายเพิ่มเติม ในเรื่องนี้ คุณธีรวัฒน์ ได้กล่าวย้ำว่า “ ธุรกิจตอนนี้ก็มีอยู่ที่คิดจะทำ  3 เรื่องใหญ่ ๆ คือ การกระจายขยายกำลังการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กลุ่มประเทศ  CLMV

( กัมพูชา,ลาว,พม่า และเวียดนาม ) หนึ่งขยายโรงงาน โรงงานแรกที่ประเทศลาวหรือโรงงานที่สองของฉั่วซิตี้ โรงงานผลิตอาหารที่จะส่งออกไปทั่วโลก ที่ประเทศลาว และโรงงานที่สองของไทยที่อยู่สมุทรสงครามหรือแม่กลองเหมือนกัน หรือโรงงานที่สามของฉั่วซิตี้  และศูนย์กลางสินค้าของพื้นเมืองที่เราทำให้เป็นหอยหลอดแลนด์มาร์คที่ใคร ๆ ผ่านถนนพระรามสองก็จะได้พบได้เห็นเป็นแม่เหล็กดึงดูด (Magenet) เพื่อให้คนเข้าไปชมเข้าไปดู ถ้า 3 เรื่องนี้ผ่านไปได้ด้วยดี  ศูนย์สินค้าก็จะขยายไปทั่วประเทศ  โรงงานที่ประเทศลาว ถ้าไปได้ด้วยดีก็จะเข้าไปสร้างโรงงานที่สองของลาวติดประเทศที่สาม เพื่อหมักวัตถุดิบ เพื่อที่จะซื้อวัตถุดิบเข้ามาหมักทั้งที่ไทยและที่ลาวครับ ”

สำหรับการวางตัวคนรุ่นใหม่ในการช่วยบริหารงานให้มีการเติบโตรุดหน้าสู่ระดับสากลนั้น คุณธีรวัฒน์ กล่าวว่า “ ผมคิดว่าธุรกิจที่จะขยายเพิ่มขึ้น  ทั้งที่เป็นธุรกิจเก่าและธุรกิจใหม่  เราก็จะใช้ระบบที่เรียกว่าคนโตต้องมาก่อน ต้องให้โอกาสคนโตก่อน แล้วตามด้วยคนที่สอง คนที่สาม อย่างน้อย ๆ ทุกคนก็จะได้รับโอกาสแสดงความรู้ความสามารถโดยเท่าเทียมกัน ถ้าธุรกิจเรามีมากเพียงพอกับลูก ๆ ที่มีอยู่ ทุกคนก็จะได้รับการดูแล ได้รับการบริหาร ทุกคนมีส่วนร่วมทางธุรกิจ ได้ฝึกการแสดงออกตามความถนัดครับ  ”

ทุกชีวิตทุกธุรกิจย่อมประสบวิกฤตที่แตกต่างกัน คุณธีรวัฒน์ มีวิธีการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดปัญหาหรืออุปสรรค กล่าวคือ “ ถ้าเกี่ยวกับแบรนด์ในช่วง 10 ปีแรกนี่ถือว่าสินค้าเราประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จัก ช่วงแรก ๆ ยอดโตเดือนหนึ่งเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ เราก็ไม่มีวัตถุดิบ ไม่มีเพราะรู้ว่าสินค้าน้ำปลาไม่เหมือนสินค้าชนิดอื่นที่สามารถซื้อวัตถุดิบมาภายใน 3 วันภายใน 1 เดือนหรือ 30 วันก็สามารถที่จะผลิตออกขายได้ แต่น้ำปลาเนื่องจากว่าเป็นวัตถุดิบที่ต้องใช้เวลาในการหมักนาน เตรียมการระยะเวลาเป็นปี วัตถุดิบกว่าจะสำเร็จกว่าจะออกมาใช้ได้ เพราะฉะนั้นการวางแผน ก็ต้องวางแผนล่วงหน้ากันเป็นปี ๆ เพราะเมื่อเวลาขายดี เราก็ไม่สามารถที่จะหาวัตถุดิบมาผลิตได้ ทำให้พลาดและเสียโอกาสไปบ้างในช่วงแรก

…ต่อมาบังเอิญได้รับการกระทบเกี่ยวกับเรื่องโรงงานทั่ว ๆไปได้รับการประกาศว่าเป็นน้ำปลาที่ไม่ได้มาตรฐาน ช่วงนั้นก็เหมือนคนที่ตกจากที่สูง วันนี้ดีใจแต่พรุ่งนี้เช้าตื่นมาก็เสียใจอะไรอย่างนี้ แต่ก็ได้รับกำลังใจจากญาติ พี่น้องเพื่อนฝูง และครอบครัว สามารถที่จะตั้งรับและแก้ไขปัญหาผ่านไปได้ โดยได้นำเทคโนโลยีทันสมัย ที่มีความก้าวหน้า สะอาด ปลอดภัย มีการพัฒนาห้องแลปที่มีเครื่องมือที่เพียบพร้อมในการตรวจสอบคุณภาพทุกครั้งที่ผลิตออกจากโรงงาน และมีการบรรจุภัณฑ์ที่สะอาดรวดเร็วเข้ามาใช้ในขบวนการผลิตทุกขั้นตอน

WOR_6395 (Small)

…ส่วนวิกฤตอีกครั้งเมื่อประมาณปี 2540 ได้รับผลกระทบจากการที่เราไปลงทุนทำห้างสรรพสินค้า  โดยส่วนตัวก็ไม่ได้ดูแลโดยตรง  และด้วยภาวะเศรษฐกิจทำให้ห้างสรรพสินค้าไม่ประสบความสำเร็จ ส่งผลกระทบต่อโรงงานน้ำปลา แต่ผมพยายามที่จะแก้ปัญหา ใช้เวลาประมาณเกือบ 10 ปี ทุกอย่างแก้ปัญหาจบ นับแต่นั้นก็ดีขึ้นมาเรื่อย ๆ จนปัจจุบัน

สำหรับวิธีที่แก้ปัญหา ส่วนใหญ่เวลาถ้าการเงินสะดุด ผมใช้วิธีแก้ปัญหาโดยการหยุดปัญหา สอนทีมงานว่า เวลาเลือดไหล เราก็ต้องหยุดเลือดให้ได้ก่อน ต้องรู้ให้ได้ว่าเลือดไหลตรงไหน ไหลกี่ทาง เราถึงจะใส่ยา แล้วก็ตัดค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ให้มีแต่รายรับอย่างเดียวเพื่อมาชดเชยกับสิ่งที่ยังไม่สามารถที่จะครอบคลุมได้นะครับ  จนทุกอย่างสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จึงได้เดินหน้าธุรกิจต่อไป ”

     คุณธีรวัฒน์ โสภณไชยวัฒน์ ได้ให้ข้อคิดเห็นถึงวิธีการตั้งรับช่วงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ได้อย่างน่าฟังว่า “โดยปกติแล้วที่ยอดขายโตมากโตน้อยหรือว่ารักษายอดขายได้ก็เพราะว่าเราเดินหน้าขยายตลาด ทุก ๆ ปี  ส่วนหนึ่งก็จะมียอดขายที่มันเพิ่มขึ้นจากที่เราเพิ่มลูกค้าส่วนหนึ่งเราจัดรายการส่งเสริมขายสินค้าให้ราคาเหมาะสม ในภาวะช่วงนี้ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี เราก็ขายในราคาที่สมเหตุสมผล มีความเหมาะสม ทำให้ลูกค้าสนใจหรือหันมาซื้อสินค้าเรามากขึ้น เพิ่มขึ้น มันก็เลยทำให้ประคับประคองผ่านพ้นไปได้ ”

       กระแสการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ( AEC ) ในฐานะธุรกิจครอบครัวที่ต้องเปลี่ยนผ่านธุรกิจจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง คุณธีรวัฒน์ เล่าต่อไปให้ฟังว่า

สำหรับตลาดภายในประเทศของเราก็ขายครบทุกจังหวัดแล้ว เราพยายามรักษาลูกค้าของเราให้ดีที่สุด ด้วยการเน้นการใช้คุณภาพ ใช้เรื่องการตลาด ใช้เรื่องราคา และใช้เรื่องช่องทางที่เรามีอยู่ เพื่อรักษาตลาดให้อยู่ได้ และมีความมุ่งมั่น 3 อย่าง คือ 1.การพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง 2.การสร้างแบรนด์สินค้าให้เข้มแข็ง 3.การมีหุ้นส่วนทางการค้าอย่างสร้างสรรค์

ส่วน AEC การรวมกลุ่มของ 10 ประเทศอาเซียน ดังนั้นเราก็ต้องพยายามแสวงหาโอกาสเพื่อความก้าวหน้าในการดำเนินธุรกิจ เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้ในรุ่นต่อไป เราบุกขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อให้ยอดขายดีขึ้นหรือว่ามีลูกค้ามากขึ้น

      ข้อคิดฝากถึงลูกหลานหรือคนรุ่นหลังในฐานะที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจและต้องฝ่าฟันอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ มากมายจนมาถึงทุกวันนี้ได้ “ เรื่องการทำธุรกิจ ตัวผมเองออกมาสร้างครอบครัวของตัวเองสร้างกิจการของตัวเองในยุคนั้นถือว่าเป็นธุรกิจครอบครัวรุ่นแรก ( Family Capital ) แบบ One Man Show แต่มาถึงปัจจุบัน มันก็เข้าทำนอง เราทำงานระบบเป็น family เป็นครอบครัวใหญ่  เพราะฉะนั้นต่อไปเด็กรุ่นหลังในรุ่นที่สองนั้นจะทำงานแบบ Family หาวิธีสร้างความเป็นมืออาชีพโดยไม่สูญเสียจิตวิญญาณและคุณค่าของความเป็นธุรกิจครอบครัว

WOR_6509 (Small)

    … การทำธุรกิจครอบครัวรุ่นที่สอง เป็น family ข้อดีก็จะช่วยกันคิดช่วยกันทำ  แต่ว่าถ้าเป็นธุรกิจครอบครัวรุ่นแรก ต้องใช้ระบบ One Man Show ก็จะดีในเรื่องความคิดความอ่านมันก็ทำได้เลย สะดวกสบาย จะดีเรื่องตรงนั้น แต่สรุปแล้วจะทำเป็นธุรกิจครอบครัวรุ่นแรก ที่เน้นแบบ  One Man Show  หรือธุรกิจครอบครัวแบบรุ่นที่สอง ทุกอย่างก็ต้องใช้จิตใจที่ดีและเผื่อแผ่และให้โอกาสคนอื่น ถ้าเราให้โอกาสคนอื่นแล้วเรามีจิตใจที่ดี มองคนอื่นในแง่ดีแล้ว ถ้าพี่น้องรักกันก็จะทำให้กิจการนี้สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างยั่งยืน ถึงรุ่นที่ 3 รุ่นที่  4 นะครับคุณธีรวัฒน์ โสภณไชยวัฒน์ กล่าวให้ข้อคิดแนะนำทิ้งท้าย.

 

ชมคลิปสัมภาษณ์กันเลยค่ะ

 

หรือชมในฉบับเล่มเต็มได้ที่ลิง้ค์นี้เลยค่ะ

Advertisement

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here