Header ad
Header ad
Header ad
Header ad
Header ad
DITP : หน่วยงานราชการ 4.0 กับ คุณภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์  รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

DITP : หน่วยงานราชการ 4.0 กับ คุณภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด

ผู้ประกอบการธุรกิจที่สนใจอยากขายสินค้าส่งต่างประเทศ อยากเริ่มต้นอย่างมืออาชีพ  และสำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการส่งออก รวมถึงผู้ส่งออกที่ต้องการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ  กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ  หากสนใจรายละเอียด… มาทำความรู้จัก DITP หรือ องค์กรราชการ 4.0 ผ่าน ผู้บริหารองค์กร คุณภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

 

ชีวิตการทำงาน

         “ ภายหลังจากสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศมาก็เริ่มมารับราชการ ที่กรมพาณิชย์สัมพันธ์ โดยเป็นลูกจ้างก่อน ทำงานได้ประมาณ 1 ปี หลังจากนั้นก็บรรจุเข้ารับราชการเมื่อปี พ.ศ. 2533 และอยู่กรมฯ นี้มาได้สักระยะหนึ่ง ก็ถูกส่งตัวไปช่วยงานที่สำนักรัฐมนตรีของกระทรวง …สมัยท่านรัฐมนตรี อมเรศ ศิลาอ่อน ผมอยู่กับท่านปีครึ่ง หลังจากนั้นท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้น คือ ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล ได้ให้ไปช่วยงานท่านประมาณ 6 เดือน หลังจากนั้นก็มารับราชการที่ กรมการค้าระหว่างประเทศ อยู่กับอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ท่านจเร จุฑารัตนกุล และได้ติดตามท่านจเรฯ ไปอยู่ที่กรมส่งเสริมการส่งออก และสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์จนท่านเกษียณอายุราชการ

…ชีวิตการรับราชการของผม ได้มีโอกาสไปทำงานหลายที่ อาทิ กรมพาณิชย์สัมพันธ์ ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาเป็นกรมส่งเสริมการส่งออก กรมการค้าต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานพาณิชย์ ณ กรุงวอชิงตันดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และได้ย้ายกลับมาอยู่ที่กรมส่งเสริมการส่งออก ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศครับ ”

กรมส่งเสริมฯช่วยผลักดันความคิดและพัฒนาสินค้าให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ

ที่ผ่านมากรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มีโครงการ/กิจกรรมเน้นการพัฒนาสินค้ากับผู้ประกอบการไทยตามแนวนโยบาย 4.0 มาตั้งแต่อดีต แต่อาจเป็นการส่งเสริมการใช้นวัตกรรมที่แตกต่างกับสมัยนี้ อย่างไรก็ตามจะเป็นการเน้นเรื่องการพัฒนาเอานวัตกรรม ดีไซน์ ใส่เข้าไป แต่ตอนนั้นก็จะเป็นนวัตกรรมสำหรับยุคนั้น แต่สมัยนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป ทันสมัยขึ้น ช่องทางที่เราผลักดันทางกรมฯ มีกิจกรรมที่ค่อนข้างเยอะที่จะผลักดันให้ผู้ประกอบการสามารถส่งออก ไปแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้

…ผมขออนุญาตเล่านะครับ ตั้งแต่อดีตเราทำมา ผมขอยกตัวอย่างเช่น งานแสดงสินค้าที่ปัจจุบันเป็นงานใหญ่ระดับภูมิภาคระดับโลกก็ว่าได้ที่กรมเราจัด ไม่ว่าจะเป็นงาน THAIFEX-World of Food Asia และ งานบางกอกเจมส์ ฯ หรืองาน Style ซึ่งในอดีตเราเริ่มจากศูนย์แสดงสินค้าที่รัชดา เป็นงานเล็ก ๆ พื้นที่แค่ 2,000 ตารางเมตร ในอดีตต่างประเทศอาจจะยังไม่ค่อยได้รู้จักสินค้าไทยมากนัก เพราะฉะนั้นอดีตผู้บริหารของกรมฯ ก็จะทำกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ต่างประเทศได้รู้จักสินค้าไทย ในอดีตเราจะมีแคมเปญ เมดอินไทยแลนด์  ซึ่งตอนนั้นเราต้องการที่จะให้ต่างประเทศได้รับรู้ว่าประเทศไทยสามารถผลิตสินค้าได้ดีมีคุณภาพมาตรฐาน

…แต่ในปัจจุบันผมว่าทุกคนในโลกรู้ว่าประเทศไทยสามารถผลิตสินค้าได้ดี ได้มาตรฐานในระดับสากล เพราะฉะนั้นการส่งเสริมของเราก็ยังคงส่งเสริมอยู่ แต่แนวการส่งเสริมก็อาจจะเปลี่ยนไป เมื่อก่อนนั้นเป็นช่วงส่งเสริมการส่งออก แต่ช่วงนี้เป็นช่วงเน้นในเรื่องของการพัฒนาการส่งออกให้กับผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ซึ่งการทำงานของกรมฯ เรามี Core Function ที่ทำงานควบคู่กันไป ในด้านส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกับการพัฒนา สมัยก่อนเป็นเรื่องการส่งเสริมให้เขารู้จักเรา เมื่อเขารู้จักเรามากเพียงพอแล้ว เราก็ต้องมาเน้นผู้ประกอบการเพื่อผู้ให้ประกอบการของเราสามารถที่จะปรับตัวทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกในปัจจุบัน สามารถที่ผลิตสินค้า หรือพัฒนาตนเองให้แข่งขันกับตลาดโลกได้ “

กิจกรรมที่กรมส่งเสริมฯช่วยส่งเสริม

“ ผู้ประกอบการของเราต้องขอเรียนว่ามีหลายระดับ ความพร้อมแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเราก็จะมีกิจกรรมอย่างเช่น พัฒนาในเรื่องของการให้องค์ความรู้ต่างๆ ซึ่งเรามีสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) สมัยก่อนเราเรียกว่า สถาบันฝึกอบรมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเราเปลี่ยนชื่อเพื่อให้มันกว้างขึ้น เจาะลึกมากขึ้น เราก็จะมีโปรแกรมสำหรับคนที่กำลังอยากจะส่งออก ผู้ประกอบการบางราย สมัยผมยังรับราชการใหม่ ๆ ผมจำได้ว่าถูกส่งมานั่งทำงานให้ข้อมูลผู้ประกอบการ สมัยก่อนเรามีคล้ายๆ คอลเซ็นเตอร์ เราเรียก General Information  ซึ่งอดีตผู้บริหารก็จะบอกว่า ถ้าคุณจะเรียนรู้งานกรมฯ ให้ดีคุณก็มาทำงานตรงนี้ คุณก็จะได้เจอผู้ประกอบการ จะได้รู้ว่าเขาคิดอะไร คำถามหลาย ๆ คำถาม ที่ผู้ประกอบการเดินเข้ามาก็จะบอกว่าผมอยากส่งออกต้องทำอย่างไร เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องมาดูระดับ ว่าต้องทำอย่างไร บางคนส่งออกแล้ว บางคนพอมีประสบการณ์ เพราะฉะนั้นจะมีโปรแกรมอบรมต่าง ๆ ที่จะเหมาะกับความต้องการของแต่ละผู้ประกอบการ พอผู้ประกอบการเขาเก่งมีความรู้แล้ว เรามีกิจกรรมที่จะให้เขาสามารถต่อยอดไปได้ อาจจะเริ่มจากการเข้าร่วมกิจกรรมภายในประเทศก่อน ซึ่งเรามีการจัดงานแสดงสินค้าหลายในประเทศ ระดับ International อีกหลายงานไม่ว่าจะเป็นงาน THAIFEX  Food Asia , งานบางกอกเจมส์ฯ แอนด์ จิวเวลรี่ , งานสไตล์  เกี่ยวกับเรื่องของใช้ตกแต่งบ้าน หรือจะเป็นงาน Auto Part เรามีอยู่ประมาณ 11-12 งานแสดงสินค้า ซึ่งตรงนี้ ทางกรม ฯ ก็จะเชิญผู้นำเข้าจากต่างประเทศเข้ามา หรือผู้นำเข้าเอง เขาอาจจะเดินทางเข้ามา เพราะงานของเราเป็นที่รู้จักดี

…เพราะฉะนั้นก็เป็นจุดแรกที่เขาจะได้มาเจอ ได้พบปะในระดับคู่ค้าต่างประเทศ นอกจากงานตรงนี้ เราอาจมีกิจกรรมที่ออกไปในแถบประเทศเพื่อนบ้าน เพราะบางสินค้าอาจจะต้องมาทดลองตลาดประเทศเพื่อนบ้านเราก่อน เราก็จะมีสินค้าหลายๆ รูปแบบที่อย่างนั้นเราก็จะมีกิจกรรม Top Thai Brands ที่เราออกไปกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่เราออกไปแสดงสินค้าในประเทศนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็น CLMV พอผู้ประกอบการได้มีประสบการณ์ขึ้นก่อน ก็อาจจะไปร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ ซึ่งในต่างประเทศก็มีงานระดับโลกมากมาย ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า โดยเฉพาะประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตสินค้าอาหาร เรามีความเป็น Kitchen Of The world นั้นคือ เป้าหมาย เราคือส่งเสริมครัวไทยสู่ครัวโลก ดังนั้นอุตสาหกรรมอาหารของเรา จึงเติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแรง เพราะฉะนั้นเราก็จะมีงานแฟร์หลายงาน หรือจะไปในเรื่องของ Auto Part ชิ้นส่วนยานยนต์ หรือเกี่ยวกับงานดีไซน์ก็ออกไปจัดงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ

…นอกจากนั้นเรายังมีการจัดคณะผู้แทนการค้าทั้งเข้ามาและออกไป In coming Out going ไปเจาะตลาดลึก ๆ อย่างเช่นบางตลาดการเดินทางไปเองก็อาจจะลำบาก ไม่ว่าจะเป็นตลาดลาตินอเมริกา หรือตลาดแอฟริกา เราก็จะมีคณะไปบุกตลาด โดยมีทางทูตพาณิชย์เราเรียกง่าย ๆ ว่าหาคู่ค้ามาให้ทำแมชชิ่ง โดยเราทำการบ้านก่อนที่จะไป เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด นี่คือกิจกรรมหลัก ๆ ที่เรามี แล้วเรายังมี Platform ในเรื่องของ E-commerce เพราะเดี๋ยวนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องค้าออนไลน์ เรามี THAITRADE.com ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะให้ผู้ประกอบการเราสามารถแข่งขันขายสินค้าออนไลน์ได้ ซึ่งก็จะมีกิจกรรมหลักๆ ที่ทางกรม ฯ ทำ ”

 

 จุดแข็งที่ผู้ประกอบการไทย  สามารถแข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้

ผมมองว่าผู้ประกอบการไทยมีความคิดสร้างสรรค์ และพวกเขาก็ติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงได้อย่างดี อย่าลืมว่าผู้ประกอบการเราเป็นคนที่มีความประณีต ความละเอียดอ่อน ไม่ว่าคุณจะทำสินค้าอะไรก็แล้วแต่ ด้านจิวเวลรี่ไม่ได้มีแต่เฉพาะตัววัตถุดิบ แต่เราก็สามารถผลิตชิ้นงานที่เป็นที่เลื่องลือในโลกได้อย่างนี้เป็นต้น แม้กระทั่งสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์ก็ดี เรามีชื่อเสียงในเรื่องของการมีคุณภาพเมื่อเทียบกับหลาย ๆ ประเทศ เช่น ประเทศจีน ซึ่งเขาสามารถทำได้ทุกอย่างเช่นกัน แต่เรามีความประณีต เพราะฉะนั้นคนไทยจะมีเรื่องความประณีต แฝงอยู่ตลอดเวลาในหลายๆ เรื่องของการออกแบบสินค้าตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ ชิ้นส่วนทุกอย่าง คนไทยมีชื่อมากๆ  ฉะนั้นจะเน้นในเรื่องของความประณีต ในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ ”

 

 

         

         ผู้ประกอบการกับการรักษามาตรฐานสินค้า

“ด้านมาตรฐานการส่งเสริมการส่งออกสินค้า การส่งเสริมฯ ทุกวันนี้ทุกอย่างมันมีความเปลี่ยนแปลง เราก็ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันสมัย  ผมเชื่อว่า ทุกคนในกรมส่งเสริมฯ พยายามทำกิจกรรมอะไรที่มันคุ้มค่ากับการที่จะต้องเสียเงินงบประมาณไป เพราะฉะนั้น ผมเชื่อว่าผู้บริหารของกรม ฯ คุยกันอยู่ตลอดเวลาเพื่อจะดูว่าเรามีการทำกิจกรรมอะไร หรือส่งเสริมรูปแบบอะไรที่มันตอบสนองความต้องการของภาคเอกชน ผมยังเชื่อว่าการทำงานของภาครัฐนี้ ส่วนตัวผมต้องให้เอกชนเขานำ เขาก็จะรู้ในขณะเดียวกันเราเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องคอยดูแลให้เข้ากับทิศทางไปด้วยกันทั้งอุตสาหกรรม การทำธุรกิจค้าขายไปได้หลากหลายช่องทางเป็นร้อยเป็นพัน แล้วแต่ตัวสินค้า เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงมีมาตลอด เช่น ระบบ 4.0 คือการเอานวัตกรรมเข้าไปใส่ พวกเราทำมานานแล้ว เราทำเพื่อพัฒนาให้เรา Up Scale ”

 

ปัญหาและอุปสรรคของงาน

“ ปัญหาและอุปสรรค คือต้องบอกเลยว่าองค์กรเราจำกัดด้วยงบประมาณ จำกัดด้วยกำลังคน เราก็ทำได้อยู่ในระดับหนึ่ง เราอาจจะไม่สามารถที่จะไปช่วยทุกหย่อมหญ้าได้ จะต้องเน้นแล้วก็ดูว่าอะไรที่มันจะได้ประโยชน์ ได้ผลตอบรับมากที่สุดสำหรับประเทศ เพราะฉะนั้นผมก็ยังเชื่อว่าเราถูกจำกัดด้วยเรื่องที่ผมกล่าวมาแล้ว เราสามารถทำได้ในระดับหนึ่งซึ่งต้องขอชมเอกชนเราเก่ง ตัวเลขส่งออกที่ขยายตัวสูงมากๆ นั้น ทางกรม ฯ เราก็มีส่วนช่วยนะครับ และผู้ประกอบการเอกชนเราเก่ง ๆ ด้วยที่สามารถแข่งขันและต่อสู้กับคู่ค้าในต่างประเทศได้ ”

 

การคัดเลือกผู้ประกอบการในการเข้าเป็นสมาชิก

แรกเลยนะครับ ต้องมาเป็นสมาชิกของกรมก่อน ในเบื้องต้นนั้นเราก็จะมาดูสถานะของท่านเป็นอย่างไร เจ้าหน้าที่สมัยผมยังรับราชการใหม่ ๆ  เราก็จะถูกส่งออกไปตรวจโรงงาน เขาก็มียื่นใบสมัครมาก็มีคำถามเยอะแยะที่จะถาม เอกสารที่จะต้องมาเป็นหลักฐานแสดงให้เราเห็น แต่เราก็ต้องไปตรวจดู ไปพูดคุย ซึ่งเดี๋ยวนี้ด้วยจำนวนบริษัทมีมากขึ้น จำนวนเจ้าหน้าที่เราก็มีอยู่จำกัด เราอาจเชิญผู้ประกอบการมาพบ จะสุ่มไปดูโรงงานบ้างเล็กน้อย แต่ไม่สามารถไปดูได้หมด แต่เบื้องต้นที่เราบอกว่าเข้ามาเป็นสมาชิกก่อน คุณเป็นผู้ส่งออก แล้วก็มีธุรกิจ มีสถานะที่ดูแล้วมั่นคง หมายถึงดูแล้วมีตัวตนจริง เพราะอย่าลืมเราต้องไปแนะนำให้กับผู้ซื้อในต่างประเทศ เพราะฉะนั้นถือว่ากรม ฯ สำคัญมาก ไม่ใช่ไปเอาบริษัทอะไรมาแล้วท้ายสุดไปทำอะไรที่เสียชื่อเสียง มันก็ทำให้ทางกรม ฯ เราเสียชื่อเสียงไปด้วย

… เพราะฉะนั้นเบื้องต้นก็เข้าร่วมกิจกรรมของเรา พอเข้าร่วมแล้ว เราก็จะมี Data Base เราก็รวบรวมแล้วก็มีการต่ออายุสมาชิก แล้วก็การคัดเลือกเข้ามา  ความพร้อมบางสินค้า บางบริษัทจะพร้อมกับกิจกรรมแบบนี้ เราก็อาจจะแนะนำว่าสินค้าของท่านนั้นดูแล้วมันน่าจะไปตลาดนี้ ที่ผู้ประกอบการเองเขาก็ต้องทราบ ส่วนหนึ่งเราก็ดูตรงนี้ การคัดเลือกเข้ามา เราจะมีคณะกรรมการฯ พิจารณาคัดเลือกผู้ประกอบการในการที่จะเข้าร่วมนะครับ มีหลักเกณฑ์ในการที่จะดูเรื่องความเหมาะสมกับงาน เพราะงานแสดงสินค้าหรือเป็นบางกิจกรรมเรามีจำนวนจำกัด หรือเราได้พื้นที่จำนวนจำกัด แต่มีคนสมัครเยอะ เราก็มีหลักเกณฑ์ชัดเจน อันนี้ทางกรมฯ ต้องรอบคอบ เพื่อจะได้ไม่ก่อให้เกิดปัญหา “

ผู้ประกอบการต้องศึกษาหาความรู้

“ ผมว่าสิ่งสำคัญผู้ประกอบการเราเอง จะมาพึ่งพารัฐอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพึ่งพาตนเองด้วย จะต้องมีการศึกษาหาความรู้ กรมฯ เรามีข้อมูล คุณเองก็ต้องไปหาเพิ่มในโลกอินเตอร์เน็ต ในโลกออนไลน์สามารถที่จะเสาะแสวงหาข้อมูลต่าง ๆ ที่จะมาพัฒนาตัวท่านเองได้ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้เรื่องนวัตกรรมมีความสำคัญ แต่บางทีท่านก็คิดว่าท่านผลิตแล้วท่านใส่นวัตกรรมไปแล้ว แต่ทำไมเขายังไม่มาซื้อ เราถามว่าความต้องการของตลาดนี้มันมีไหม เพราะฉะนั้นคุณต้องศึกษา กรม ฯ เป็นแหล่งข้อมูลซึ่งเป็นข้อมูลในเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ เรามีสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศถึง 58 แห่ง และเรามีหรือเรียกง่ายๆ ว่าที่ปรึกษากิติมาศักดิ์ทางด้านการค้าในต่างประเทศอีกเกือบ 40 ท่าน เพราะฉะนั้นเรามีแหล่งข้อมูลแต่ข้อมูลก็อาจเยอะมาก ดังนั้น แต่ละธุรกิจก็ต้องมาขวนขวายหาข้อมูลหรือมาสอบถามเรา หรือเราสอบถามไปยังสำนักงานในต่างประเทศก็ได้ หรือท่านจะทำการบ้านของท่านเองก็ได้ เพื่อพัฒนา สิ่งสำคัญที่จะต้องมี คือเรื่องของการส่งเสริมพัฒนา ผมว่าตอนนี้เราต้องเน้นเรื่องของการพัฒนามากๆ เพื่อมีองค์ความรู้ให้กับผู้ประกอบการของเราจากสถาบัน NEA ของเราเป็นต้น เราพัฒนาอันนี้สำคัญมาก เมื่อคุณพัฒนาแล้วบางทีเรื่องการไปออกต่างประเทศคุณไม่ต้องไปพึ่งเรา คุณไปเองก็ได้ เพราะคุณแข็งแรงเพียงพอแล้ว เพราะฉะนั้นนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านให้ความสำคัญกับสถาบัน NEA มาก        …เพราะฉะนั้นผมว่าผู้ประกอบการเราต้องชัดเจนในสิ่งที่กำลังทำ อีกสิ่งที่กำลังจะทำคือ นวัตกรรม  ในเรื่องการดีไซน์ความทันสมัยมาใส่ การศึกษาเรื่องดีมานด์ในการต่างประเทศ ในขณะเดียวกันพอคุณมีสินค้าที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมสมบูรณ์แบบ market packaging ที่เป็นนวัตกรรม แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นนวัตกรรมที่ผมมองเห็นว่ามันมีความสำคัญมากก็คือ นวัตกรรมทางด้านช่องทางการจัดการ หรือเรียกว่า Innovative Marketing ตรงนี้มันเลยเกี่ยวข้องกับ E-Commerce เรื่องของออนไลน์ คุณมีสินค้าคุณต้องมีนวัตกรรมในการเอาไปขายด้วย นวัตกรรมของช่องทางการจำหน่าย Innovative Marketing สมมุติ สหรัฐอเมริกามีสินค้าข้าว ถ้าคุณสแกน QR Code ไปนี้ มีโปรโมชั่น คือมันสามารถทำเกี่ยวข้องกับออนไลน์ได้เลย ช่องทางการขายจะเปลี่ยนไป      …ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนแนวความคิดเรื่องของการพัฒนาสินค้าของตัวเองแล้วยังต้องมาดูช่องทางที่มีนวัตกรรมด้วย อย่าลืมว่าประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรม ขายข้าวเราก็ขายข้าวที่ล้านตัน ทำไมต้องสเกลตรงนี้ลง สินค้าข้าวมาพัฒนามาแปรรูป ไปขึ้นชั้นวางของ shelf มากขึ้น สินค้าข้าวสามารถทำอะไรเยอะแยะไปหมด แม้กระทั่งเครื่องสำอาง เรื่องของการกินที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ  เพราะฉะนั้นเราจะได้หนีปัญหาที่ต้องขายข้าวเป็น Commodity ท่านรัฐมนตรีท่านเน้นว่าเราต้องคิดว่าสินค้า Commodity มี Specialty  หมายถึง มีเรื่องของ  Branding เรื่องของคุณภาพ สามารถไปขายออนไลน์ได้ ไม่ใช่ต้องมาเซ็นต์สัญญาซื้อขาย รัฐต่อรัฐ หรือ สินค้าผักผลไม้ที่ล้นตลาดอยู่ตลอดเวลา ตรงนี้เราต้องนำมาแปรรูป เพราะว่าลำพังจะขายสดอย่างเดียวมันขายได้ยาก ความต้องการตลาดมีเรื่อง
ดีมานด์ขึ้นมา พอเรามาแปรรูป เราจะขายในประเทศเราไม่ได้เราสามารถจะกระจายไปที่อื่นได้อีกเยอะแยะ เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลง ผมว่าเกษตรแปรรูปเป็นสิ่งสำคัญ ก็เห็นแล้วงาน
THAIFEX – World of Food Asia คุณก็เห็นแล้วถ้ามีโอกาสไปดูหรือว่าผู้ประกอบการเราพัฒนาตัวสินค้า อาหารแปรรูปไปอย่างเรียกได้ว่าระดับโลก”

 

       ผลกระทบการค้าประเทศจีนต่อประเทศไทย

“ ประเทศจีนถือเป็นคู่ค้าสำคัญของระดับโลก ประชากร 1,200 ล้านคน และจีนมีกำลังที่จะซื้อ สมมุติคุณสามารถซื้อขายให้คนจีนได้ อย่างโครงการของเราที่ร่วมกับ Alibaba Tmall ขายทุเรียนได้ 1 นาที ขายได้ไป 80,000 ลูก อย่างนี้ มีแบรนด์ดิ้งเขาสูงมาก คือในขณะเดียวกันเขาก็เป็นคู่ค้าที่น่ากลัว เพราะเขาสามารถจะผลิตทุกสิ่งทุกอย่างได้ คนจีนทำได้หมด ก็คงต้องหนีไปเน้นในเรื่องของคุณภาพ ในเรื่องของ Niche จริงๆ ก็คงต้องเจาะไปที่ตลาดเฉพาะ ถ้าสินค้าเราดี มีคุณภาพ เราเจาะตรงกลุ่มเป้าหมาย เราก็มี Niche Market ทำในหลายโปรเจ็คอยู่ จะเป็นผู้สูงอายุ  สัตว์ มหาวิทยาลัย สถาบันต่าง ๆ “

งานแฟร์กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ

“ ผมคิดว่างานแฟร์คือส่วนหนึ่งที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ บางงานแฟร์สามารถกระตุ้นเงินเข้าประเทศได้เยอะ อย่างงานแฟร์ THAIFEX เพียงแค่ไม่กี่วัน มูลค่าการซื้อขาย 10,000 กว่าล้านบาท  แต่มันเป็นเหมือนกับเวทีที่ให้คนเห็นถึงศักยภาพ รวมทั้งคนในประเทศด้วยไม่ใช่ต่างประเทศอย่างเดียว ศักยภาพของประเทศเรา ว่าเราไปถึงไหนแล้ว อย่างไรผมว่าการจัดงานแฟร์ ไม่เพียงแต่ว่าซื้อขายอย่างเดียวมันเป็นองค์ความรู้สำหรับผู้ประกอบการของเราด้วย  การเข้ามาร่วม เรียกง่ายๆ 1,000 กว่าราย จาก 41 ประเทศทั่วโลก คุณจะได้เห็นว่าเขาทำอะไร อย่างไร ถ้าผู้ประกอบการเราขวนขวายที่อยากจะรู้คู้แข่ง ว่าประเทศนั้นมีการพัฒนาประเภทสินค้าไปถึงไหนอย่างไร ในช่วงงานเรามีจัดกิจกรรม สัมนาต่างๆ กับเรื่องของเทรน กับอาหารโลก เพราะฉะนั้นมันไม่เพียงแต่ รอเงินให้กับผู้ประกอบการเข้าประเทศ แต่มันมีองค์ความรู้เข้ามาเกี่ยวข้องในทุกงานแฟร์ที่เราจัด ผมว่างานแฟร์เป็นเวทีหนึ่งที่ผู้ประกอบการเราได้มีโอกาสได้ทำธุรกิจการค้า แต่มันยังมีอีกหลายช่องทาง ไม่ใช่แค่งานแฟร์อย่างเดียวนะครับ ที่จะเป็นตัวทำรายได้เข้ามาในประเทศให้กับผู้ประกอบการ อันนั้นเป็นส่วนหนึ่งจะเป็นส่วนที่สำคัญ เพราะว่างานแฟร์บางงานเลิกทำกันไปและไม่ประสบความสำเร็จในหลายๆ ประเทศ บางแฟร์เราก็ไม่จัดแล้ว มันไม่เติบโตอะไรๆ มากมาย บางแฟร์ก็มีที่ยิ่งโตวันโตคืน แฟร์ก็ยังรักษา Momentum บ้างและมีการปรับเปลี่ยน”

 

 

ความสำเร็จของงาน THAIFEX

“ ขอเรียนเล่าให้ฟังว่างาน THAIFEX เราจัดมา 27 ปี ตอนแรก เริ่มจากศูนย์แสดงสินค้าที่ไบเทค
รัชดา ซึ่งมีพื้นที่แค่ 2,000 ตารางเมตร THAIFEX เริ่มเมื่อ ปี 2533 เป็นปีผมเข้ามารับราชการ ก็จำได้ว่า สมัยก่อนจะหาผู้ประกอบการมาออกงานยากแสนยาก เพราะคนที่จะมาเป็นผู้ประกอบการไม่ค่อยมี ในพื้นที่ที่เล็ก แต่เดี๋ยวนี้งาน THAIFEX ใช้พื้นที่ 107,000 ตารางเมตร ซึ่งเต็มพื้นที่ของงาน THAIFEX เป็นงานที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ในที่มีแบบสินค้าครบวงจรในพื้นที่ ๆ ใหญ่ เราอาจแพ้พื้นที่ประเทศจีน ที่เซี่ยงไฮ้ ไทย – จีน มีพื้นที่100,000 กว่า เราก็มีพื้นที่แสดงสินค้าแสนกว่า สินค้ามันครอบคลุมครบวงจร เราพัฒนางานของเรา 27 ปี และเรามาร่วมกับหอการค้า กับ ผู้จัดงานที่เยอรมัน ที่มีชื่อเสียงมาเป็นเวลา 15 ปี พัฒนางานอันนี้ขึ้นมา อย่างที่เรียนว่าประเทศไทยเรานั้น ในน้ำมีปลาในนามีข้าว เกษตรกรรมมีความหลากหลาย ในเรื่องของผลิตภัณฑ์อาหาร เราเป็นแหล่งที่โชคดีมีทุกสิ่งที่เราสามารถทำได้ เพราะฉะนั้น Food Industry  ของเรา มันเติบโตมาก ก็เป็นตัวอย่าง งานแฟร์บางงานอาจจะไม่ใหญ่อย่างนั้น เช่น งานชิ้นส่วนยานยนต์อย่าง ในแต่ละงานแฟร์เราต้องสื่อสารให้คนที่อยู่ในวงการรับทราบ อันนี้สำคัญ งานอาจไม่ใหญ่ แต่เราเน้นเรื่องดีไซน์ เน้นเรื่องความปราณีต ”

 

ตราสัญลักษณ์ Thai Select กับอาหารไทยในตลาดโลก

“ ผมว่าอาหารไทยเป็นที่นิยมมากในตลาดโลก พูดง่าย ๆ ว่าผมก็เห็นแต่ละประเทศนี้ ที่ผมได้เดินทางไปได้พบปะชาวต่างประเทศนั้น ทุกคนบอกว่าอาหารไทยนี้ เราขอบอกว่าตรา Thai Select เรามีมานานแล้ว  แต่เราให้ตราสัญลักษณ์นี้กับร้านอาหารไทยในต่างประเทศกับให้ผลิตภัณฑ์เป็น Ready to eat Ready to cook ในประเทศไทยนะครับเน้นในเรื่องความเป็นรสชาติไทยแท้ เราไม่ได้ให้เหมือน
มิชเชอลีน นะครับ มิชเชอลีน เป็นเรื่องของรสชาติที่อร่อย แต่เราเน้นในเรื่องของรสชาติความเป็นไทยแท้ เพราะว่าเนื่องจากอาหารไทยเป็นที่นิยม ร้านอาหารไทย ก็จะมีหลายๆ ผู้ประกอบการที่จะนำเอาไปประสมประสาน จะทำให้รสชาติความเป็นไทยแท้หายไป

…เพราะฉะนั้นตรา Thai Select อยากให้กับผู้นิยมอาหารไทยจริงๆ ในต่างประเทศได้มีโอกาสได้รับประทาน ร้านอาหารที่เราได้คัดเลือกนี้ เรามีคณะกรรมการซึ่งอยู่ในต่างประเทศคัดเลือกให้ได้ตราอาหาร Thai Select ได้แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับธรรมดา และระดับพรีเมี่ยม คือไม่เพียงแต่รสชาติอาหารไทยแท้ แล้วเราดูเรื่องของบรรยากาศร้านด้วย เราดูเรื่องของความสะอาด เรื่องของอาหาร หลายๆ อย่าง ซึ่งตรงนี้มีหลักเกณฑ์อยู่พอสมควร เพื่อตอบย้ำ และวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้รับมอบหมายให้ทำ Thai Select ในประเทศ กรม ฯ เราทำต่างประเทศ ภารกิจเราทำต่างประเทศ กรมพัฒนาธุรกิจที่จะมาให้ตรา Thai Select ให้กับอาหารไทยในประเทศ และก็จะเปิดตัวโครงการนี้จริง ๆ เดิมที่เราเคยมี แต่ว่ามันผิดภารกิจเราไป เราเลยไม่ต้องทำ เราจะทำเฉพาะต่างประเทศ นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อยากให้นักท่องเที่ยวซึ่งเดินทางมาบ้านเราเยอะมาก ได้มารับประทานอาหารไทยที่มีตรา Thai Select เมื่อเขาเห็นตรงนี้ และเขากลับไปบ้านเขา เขาเห็นตรานี้จะเป็นการสื่อสารและโดยเฉพาะอย่างที่ผมบอกเรามีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับตรา Thai Select มาแล้ว คณะกรรมการพิจารณาให้ ตรา Thai Select กับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ 11,400 กว่าผลิตภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกต่างประเทศ เพราะฉะนั้นชั้นวางของ shelf ในซุปเปอร์มาร์เก็ตก็จะมี  สมมุติเลือกซื้อสินค้า มันจะเกิดการรับรู้ของผู้ซื้อของโลกที่เคยได้ไปรับประทานอาหารไทย อะไรอย่างนี้ และเราจะทำหน้าที่ให้ร้านอาหารไทยได้ ผลิตภัณฑ์ให้ได้ ตรา Thai Select “

 การส่งเสริมการทำงานของบุคลากร

“ กรม ฯ เราได้มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ในฝ่ายพัฒนาบุคลากรเรามีกิจกรรมให้ความรู้ บางทีเรามีกิจกรรมทั้งในและต่างประเทศ การได้ออกไปต่างประเทศมีความสำคัญและเราไปงานแฟร์ต่างประเทศเราจะเห็นเจ้าหน้าที่ต้องไปทำงาน และกลับมาทำรายงาน เขาได้ไปเห็นอะไรมา ว่าแนวโน้มมันเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นอันนี้มันจะเป็นการเรียนรู้ เรื่องการพัฒนาใน course work เรามีส่งไปโน้นไปนี้ เรามีสัมนาอบรม ทำให้หูตาสว่างอยู่ตลอดเวลา ”

 

บุคคลต้นแบบในการทำงาน

“ ผมว่าอดีตผู้บังคับบัญชาผมแต่ละท่านที่ผ่านมา มีความเก่ง ๆ หลายท่าน ทั้งหลากหลายสไตล์ จริงๆ อย่างที่ผมเรียน ผมได้มีโอกาสได้อยู่หน้าห้องผู้บังคับบัญชาระดับสูงตั้งแต่เริ่มทำงานระดับรัฐมนตรี ก็ได้เห็นการทำงานของหลายท่านนะครับ ว่าจะมี Idol ก็คงหลายท่าน สไตล์ไม่เหมือนกัน แต่ก็จะซึมซับการเรียนรู้การทำงานของแต่ละท่าน ต้องขอเรียนว่าเป็นความโชคดีที่กระทรวงพาณิชย์นี้มีบุคลากรที่เก่งตั้งแต่อดีตเลย ผู้บริหารแต่ละท่าน เจ้านายของผมนี้ ท่านเก่งในหลายเรื่อง บางท่านก็เป็นนักวิชาการมากๆ  จะได้เรียนรู้อะไรมากมายจากการทำงานที่เป็นในเชิงวิชาการ บางท่านเป็นนักบริหาร ท่านก็จะมีแนวทางบริหารของท่าน และจะได้เห็นว่าการเป็นทั้งนักบริหารกับนักวิชาการ บางท่านก็มีการผสมผสานกัน ก็เก่งทั้ง 2 ทาง มันแล้วแต่ผู้บริหาร บางท่านก็เก่งวิชาการ พูดง่ายๆว่าฉายเดี่ยวได้เลย เก่งหมด แต่ในขณะเดียวกันผู้บริหารที่ถนัดบริหาร ก็จะรู้จักบริหารจัดการบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ”

ฝากถึงผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมโครงการ

“ ผู้ประกอบการเองจะต้องช่วยเหลือตัวเองครับ รัฐมีข้อจำกัดไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงบประมาณ กรมฯ ช่วยเหลือท่านได้เรายินดีช่วย กรมส่งเสริมฯ มีหลายกิจกรรมมากมาย เรามีงบประมาณบางส่วนที่จะส่งเสริมกิจกรรม แต่ในขณะเดียวกัน ตัวผู้ประกอบการเองต้องขวนขวายหาความรู้ทั้งในเรื่องออนไลน์ ออฟไลน์ ผมยกตัวอย่างสมมุติได้ไปออกงานแสดงสินค้า ไม่ใช่ท่านตั้งหน้าตั้งตาจะไปขายของ ท่านต้องออกไปเดินดูว่าคู่ค้า คู่แข่งของท่านว่าเขาทำอะไร และมีสัมนาอะไรที่มันเป็นประโยชน์ก็พยายามที่จะเข้าร่วม ผมคิดว่าการเรียนรู้มันไม่มีที่สิ้นสุด เพราะว่าโลกเรามันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา เดี๋ยวนี้สินค้าเราต้องมีการพัฒนาแปรรูปไปในเชิงนวัตกรรมมากขึ้น  ในเรื่องของตัวสินค้า ในขณะเดียวกันคำนึงถึงนวัตกรรมของช่องทางการจำหน่ายด้วย 2 ส่วน ในตัวสินค้า มีช่องทางที่มีนวัตกรรม เรื่องของออนไลน์ มีโฆษณาประชาสัมพันธ์ เดี๋ยวนี้ช่องทางไปทำพีอาร์เยอะแยะมากออนไลน์ทั้งนั้นค่าใช้จ่ายไม่สูงมากมาย เพราะฉะนั้นต้องวางแผนพัฒนาตัวเราเองตลอดไป กรมฯ ช่วย กรมฯมีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะช่วยพัฒนาท่านตั้งแต่เริ่มแรก ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำก็ว่าได้ แต่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศคือปลายน้ำ ในด้านการผลิตนี้จะเห็นมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ อุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาเรื่อย ๆ ตอนท้ายแล้วเมื่อคุณต้องไปหาต่างประเทศ คุณต้องไปขยายแล้ว คุณพัฒนามาในระดับหนึ่งแล้วก็มาตรงนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศสามารถช่วยท่านได้ ผมว่าง่ายคือ คุณต้องทำการบ้าน เรียกง่าย ๆ ว่าทำตัวเองให้พร้อมที่จะออกต่างประเทศ เมื่อไรคุณพร้อม คุณสามารถไปกับกรมฯ ได้อย่างสบายมาก.”

 

 

 

 

 

 

 

Short URL: https://goo.gl/fFKjp4

About The Author

Related posts

DITP : หน่วยงานราชการ 4.0 กับ คุณภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

Reviewed by on .
0

Review Overview

ผลคะแนนรวม

User Rating:

/5
(0 votes)